คำสอนของพระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)

ธรรมะเป็นสิ่งที่มีจริง พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ธรรม คือ ตรัสรู้ความ
จริงของสิ่งที่มีจริง ๆ สิ่งที่มีจริง ๆ ก่อนการตรัสรู้ ไม่มีใครพบว่าเป็นธรรมะ
เพราะเห็นว่าเป็นคน เป็นสัตว์ เป็นเรา เป็นเขา เป็นวัตถุสิ่งต่างๆ ไม่เที่ยง เป็นอนัตตา ....
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13555
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

คำสอนของพระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 08 เม.ย. 2018 1:30 pm

ไม้ขีด ครับ
22 ชม. ·
30127440_184269319034708_2809297353368928256_n.jpg
30127440_184269319034708_2809297353368928256_n.jpg (43.19 KiB) เปิดดู 958 ครั้ง

คำสอนของพระสุพรหมยานเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก)

วัดพระพุทธบาทตากผ้า ต.มะกอก อ.ป่าซาง จ.ลำพูน​

ถ้าจะว่าตามขั้นสมมติธรรมแล้ว คำว่า ตัวของเราก็ได้แก่ ธาตุทั้ง 4 คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ มาผสมกัน ทั้งอากาศ ธาตุ และ วิญญาณธาตุ มีตัณหา อุปาทาน เข้ามายึดถือ ให้เกิดความสำคัญ มั่นหมาย และ บังคับให้เป็นไป มีประการต่าง ๆ ตามอำนาจของกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ จนไม่มีที่สิ้นสุด
เป็นที่เราควรคิด แต่เดิมนั้น เราไม่ได้ยึดถือ ไม่ได้ติดข้อง อยู่ในสิ่งใดเลยสักอย่าง เดี๋ยวนี้เรายึดถือให้เกิด ความสำคัญมั่น หมาย และบังคับให้เป็นไปมีประการต่างๆ ตามอำนาจของกิเลส อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ จนไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสิ่งที่เราควรคิด ต่อไป
เราควรแก้ไข โดยอุบาย ที่ไม่ยึดถือ และไม่ติดข้อง อยู่ในสิ่งทั้งหลายหมด ทุกสิ่งทุกอย่าง จึงเป็นการถูกต้อง ควรพิจาณาให้รู้ให้เห็น ตามที่จริง ความจริง ตามชั้นปรมัตถธรรมแล้ว ตัวเราไม่มี มีแค่รูปกับนาม เท่านั้น
ไม่ใช่ สัตว์ บุคคลตัวตน เรา เขา เป็นของว่างเปล่า ไม่ยึดมั่น ด้วยอุปทาน ก็จะได้กระทำ สิ่งที่สุดแห่งทุกข์ อันเป็นจุดหมาย ปลายทางของชีวิตโดยแท้
ผู้ปรารถนา จะเข้าสู่นิพพานอย่างแท้จริง ต้องสละละความอาลัยในโลก และสิ่งของสำหรับโลกนี้เสีย
เตรียมตัวพร้อม ยอมเป็นคนยากจน ไม่ต้องหวังพึ่งเพื่อนฝูง และญาติ พี่น้องผู้ใด คือ ให้สงัดกาย สงัดใจ วิเวกธรรม อดทน ต่อความ ติฉินนินทา ความเกลียดชัง และ ความหมิ่นประมาทของผู้อื่น อดทนต่อทุกข์ ภัยอันตรายต่าง ๆ ที่มาถึงตน แม้จะ ต้องเสียชีวิตก็ยอมสละเพื่อเห็นแก่ธรรม อุตส่าห์กระทำตามรีตรอย แห่งพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่ปฏิบัติสืบสายกันมาแต่ปางก่อน โดยไม่ท้อถอย จึงเป็นการถูกชอบ และสมความมุ่งมาดปรารถนา
การอยู่ในโลกนี้ ให้เข้าเหมือนอยู่ในกองไฟ และเหมือนอยู่ในคุกตะราง ให้เร่งรีบแสวงหาทางออกเสมอ

อย่าได้นิ่งนอนใจ และหลงยินดีเพลิดเพลินอยู่ จงถือเอาศรัทธา ความเชื่อ เป็นทางเดินแห่งวิถีจิต เอาสติ คือ ความระลึกรู้สึกตัว พร้อมเป็นเพื่อนพ้องเดินทาง เอาวิริยะคือ ความเพียรพยายามเป็นกำลังกาย เอาขันติความอดทนเป็นอาวุธสำหรับป้องกันอันตราย เอาปัญญาความรอบรู้เป็นประทีปส่องทางไปแล้วรีบเร่งเดินอย่าแวะซ้ายแวะขวา อย่าหยุดพักอยู่ในที่ใด ๆ ก็จะได้ถึงซึ่งที่สุดแห่งขันธ์โลกคือ พระนิพพานดังที่พระพุทธ องค์ทรงตรัสว่า
" ชีวิตเป็นของน้อย ถูกชรารุกรานเงียบๆ อยู่เสมอ รุกรานไปสู่ความตาย ไม่มีอะไรต้านทานไว้ได้ ถ้าใครเพ่งเห็นภาวะที่น่ากลัวอันนั้น ในความตาย แล้วพึงรีบคืนคลาย ละโลกาสพอใจในนิพพาน "
ซึ่งเป็นถ้อยคำที่สูงและมีคุณค่ายิ่ง พุทธบริษัทผู้หวังปฏิบัติต่อโลกุตรธรรมพึงจำใส่ใจ แล้วพิจารณาคืนคลายละเสียซึ่งความสุข ความสนุกเพลิดเพลินในกามารมณ์ อันเป็นเหยื่อล่อของโลก แล้วตั้งใจประพฤติ ปฏิบัติ ตามองค์แห่ง อัฏฐังคิกมรรค มี องค์ 8 ซึ่งย่อ เข้ามาได้แก่ ศีล สมาธิปัญญา ให้เกิดมีขึ้น ในสันดาน ก็จะได้ เป็นปัจจัยแก่ มรรคผล นิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายของผู้ปฏิบัติธรรมโดยแท้
"ผู้เห็นภัยในวัฏฏสงสาร พึงเจริญสมาธิ ให้เกิดมีขึ้นในสันดาน เมื่อจิตตั้งมั่น เป็นสมาธิแล้ว ย่อมรู้ตามความเป็นจริง" ฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรม พึงบังเกิดศรัทธา ความเชื่อ ความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และในสมาธิภาวนา พยายามหาโอกาสเวลาสละกิจการน้อยใหญ่ เข้าสู่ที่สงัด หรือห้องพระนั่งขัดสมาธิ หรือ พับเพียบ ตามควรแก่ภาวะของตน น้อมจิต เอากรรมฐาน บทใดบทหนึ่งเป็นอารมณ์ ตั้งสติคอยกำหนดอารมณ์กรรมฐาน ไปช้า ๆ อย่ารีบด่วน ให้ทำด้วยใจเย็นๆ หายใจ เข้าออก ให้สม่ำเสมอ ให้ละเอียด อ่อนโยน
เพราะการภาวนาเป็นงานของจิตโดยเฉพาะ ค่อยรวมกำลังจิตดิ่งลงสู่จุดของอารมณ์กรรมฐานพร้อมกับให้มีสัมปชัญญะความรู้ตัว พิจารณาอารมณ์กรรมฐาน ให้เห็นประจักษ์แจ้งชัดขึ้นในใจ ค่อยกำหนดไปๆ ด้วยความวิริยะอุตสาหะและอดกลั้นบรรเทา ได้นานเท่าไร่ก็ยิ่งดี (ระวังอย่าง่วงนอนเป็นอันขาด) นานเข้าจิตก็จะติดแนบแน่น กับอารมณ์กรรมฐาน
ต่อจากนั้น ปิติ คือ ความอิ่มใจ ปราโมทย์ คือ ความร่าเริงบันเทิงใจ ก็จะเกิดขึ้น นามกายก็จะสงบระงับ ความสุขกายสุขใจ ก็จะเกิดขึ้น นามกาย ก็จะสงบระงับ ความสุขสุขใจ ก็จะเกิดขึ้น จะรู้สึกสบาย และ เยือกเย็น จากนั้นสมาธิ อันประกอบด้วย องค์ 3 คือ จิตบริสุทธิ์สะอาด จิตตั้งมั่น จิตคล่องแคล่ว ควรแก่การพิจารณา สภาวะธรรมที่จะเกิดขึ้น
อันดับต่อไป ก็ควรแก่การพิจารณา สภาวะธรรมคือ รูปนาม หรือขันธ์ 5 ให้รู้ตามความเป็นจริง โดยการเจริญ วิปัสสนาภาวนา ตามนัยแห่งสติปัฏฐาน 4
คือ ให้พิจารณาว่า กาย เวทนา จิต และ ธรรมนี้ ก็สักว่า เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต เป็นธรรม ไม่ใช่สัตว์ บุคคลตัวตนของ เรา เขาเป็นของไม่จีรังยั่งยืน ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ ไม่ใช่ตน เป็นของว่างเปล่า ไม่ใช่เราไม่ ใช่ของเรา พิจารณา กำหนดไปๆ นานต่อนาน จนกว่าจิตใจ จะหลุดพ้น จากความเกาะเกี่ยวเหนียวแน่นจากกิเลส ขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริบูรณ์ ด้วยวิปัสสนาภาวนา เป็นอันดี ผู้ปฏิบัติธรรมถึงขั้นนี้เรียกว่า เป็นแก่นสาร ปิดประตูอบายภูมิทั้ง 4 มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เที่ยงแท้แน่นอน
การที่ พระพุทธศาสนา ทรงไว้ซึ่งความประเสริฐ ยิ่งกว่าศาสนาอื่นใด ในโลกทั้งหมด ก็เพราะ "วิปัสสนา ภาวนา" นี่แหละ เป็นแก่นแท้ และเป็นหลักใหญ่ บุคคลผู้ใดยังเข้าไม่ถึง คือยังไม่ได้เจริญวิปัสสนาภาวนา แล้วจะมาเข้าใจว่าตนเข้าถึงแก่น แห่งธรรม ว่าตนมีความรู้ซาบซึ้ง ในคำสอนของพระพุทธศาสนา อย่างถูกต้อง บุคคลผู้นั้นจะมาเข้าใจเอาเองอย่างนี้ยังใช้ไม่ได้เป็นอันขาด
การที่ วิปัสสนาภาวนา เป็นของผู้ประเสริฐ เป็นของวิเศษและสูงสุดนั้น ก็เพราะเป็นหลักปฏิบัติ ที่สามารถจะนำสัตว์ออก จากทุกข์ในวัฏฏสงสาร ได้โดยแท้จริง
ดังนั้นทาง ที่เป็นทางเอก ระงับดับทุกข์ เป็นทางให้ถึง ซึ่งพระนิพพาน ก็คือ "สติปัฏฐาน 4" นั้นเอง อันได้แก่ ความกำหนด พิจารณา เห็นกายของตน อันเป็นไป ในอริยบาท ทั้ง 4 คือ การเดิน ยืน นั่ง นอน การกำ หนดพิจารณาเห็นเวทนา คือความ รู้สึกว่า เป็นสุข เป็นทุกข์ และไม่สุข ไม่ทุกข์ภายในตน กำหนด พิจารณา เห็นจิต คือ สิ่งที่ให้สำเร็จ ความนึก ความคิด และ สะสมอารมณ์ต่าง ๆ ไว้ กำหนดพิจารณา เห็นธรรมทั้งหลาย เป็นกุศล และ อกุศล ตลอดถึง นามรูปว่า สิ่งทั้งหลาย ทั้งปวงนี้ เพียงแต่ เป็นกาย เป็นเวทนา เป็นจิต และ เป็นธรรมเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัต ตา มีการเกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ในท่ามกลาง และ ดับไปในที่สุด จนเกิด ความเบื่อ หน่าย คลายความกำหนัด กำจัดอวิช ชา และโทมนัส คือ ความยินดียินร้ายในโลกเสียได้ โดยอาศัยความเพียร อาศัยสติและสัมปชัญญะเป็นหลักใหญ่และสำคัญ ทำให้สามารถ แยกรูปและนาม ออกจากกันได้ โดยเด็ดขาด
เมื่อตั้งสติกำหนด พิจารณาต่อไปก็ไม่เห็นมีอะไร เห็นมีแต่รูปกับนามเท่านั้น
คำต่างๆ ที่ใช้ เรียกกัน เช่น บุคคล ตัวตน เราเขา เทวดาอินทรพรหม ยมยักษ์นั้น ความจริงก็ถูกตามขั้น ของสมติบัญญัติ ตามภาษาของตน แต่เมื่อพิจารณา ภาษาของปรมัตถ์ธรรมแล้ว ก็มีแต่ รูปกับนาม นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไร
ซึ่งแต่ก่อนที่ยังไม่ได้บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน เราย่อมไม่สามารถจะแยกรูปกับนามออกจากกันได้โดยเด็ดขาดเพราะถูก โมหะ และอวิชชาความหลง ปกปิดห่อหุ้มไว้ รูปนามซึ่งเป็นของที่มีอยู่ในตนแท้ๆ จึงยังไม่ปรากฏให้เห็น พึ่งมาปรากฏ เมื่อ เจริญวิปัสสนากรรมฐาน และเมื่อผู้ปฎิบัติเห็นรูปนามตามความเป็นจริงแล้ว ก็จะค้นหาสมุฏฐานของรูปนามว่า มีความเป็น มาอย่างไร จึงได้เป็นรูปนาม ดังที่ได้เป็นอยู่บัดนี้ เมื่อเป็นประการนี้แล้ว
การบริกรรมภาวนา ต้องทำให้ติดต่อกัน ทำแล้วทำอีกๆ แต่ว่าอย่าได้ปรารถนาอะไร ตอนที่วิปัสสนา ต้องพยายามปล่อยวาง การยึดมั่นถือมั่นว่า ตัวกู ของกู อะไรของกู ออกจากจิต จากใจ
ต้องปล่อยวาง ทำไปเรื่อย ๆ ติดต่อกันหนักเข้า ๆ จิตใจของเรา มันจะเชื่อง คุ้นเคยต่ออารมณ์กรรมฐาน สติของเรา ก็จะแก่กล้าขึ้น เราจะผูกมัดจิต ของเราได้ดี ความเพียรของเรา ก็จะแก่ขึ้นๆ สติของเรา ก็จะแก่ขึ้นทุกวัน ๆ เมื่อจิตของเราสูงขึ้น บริสุทธิ์ สะอาดขึ้น ตั้งมั่นดีแล้ว มันจะไม่นึกไม่คิดอะไร จิตตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์เดียว ไม่นึกถึงอะไร ไม่นึกถึงใคร ไม่อาลัย แม้แต่ตัวเราเอง
จนถึงที่สุด จิตของเราจะมีแต่ความสุขใจ มีแต่อุเบกขา เอกัคคตา (ความเป็นอารมณ์เดียว) เป็นจิตที่สูงยิ่ง เป็นบาทของมรรคผลนิพพาน
การปฏิบัติต้องเอาจริงเอาจัง แม้แต่ชีวิตของเราก็ยอมเสียสละเอาชีวิตแลกซึ่งมรรคผลนิพพานทำไปๆจนจิตสะอาดบริสุทธิ์ ขึ้น ตั้งต้นด้วยบริกรรมภาวนาว่า คำของมันท่องคำของมัน มันไปจนจิตของเราตั้งมั่น เป็นสมาธิชั่วครั้งชั่วคราวจนหนักเข้า จิตของเราจะบริสุทธิ์สะอาดยิ่งขึ้น แนบแน่นไม่หวั่นไหวจะยุให้มันไปจะบังคับให้มันไปก็ไม่ได้ จิตมั่นสมาธิเป็นจิตที่บริสุทธิ์ สะอาด เรียกว่า จิตตั้งอยู่ในองค์ฌาน คือ มีแต่อุเบกขา กับเอกัคคตา คือ ความเฉย จิตเป็นหนึ่งอยู่ในอารมณ์กรรมฐาน ต่อ ไปจิตของเรา จะครองอยู่ในองค์ธรรม องค์ของธรรมจะทำให้เกิด ความรู้แจ้ง เห็นจริงในรูปในนามของเรา ซึ่งเรียกว่า " วิปัสสนาญาณ "
รู้ว่าอะไรเป็นรูป อะไรเป็นนาม แยกออกจากกัน ได้อย่างเด็ดขาด รูปก็อย่างหนึ่ง นามก็อย่างหนึ่ง ไม่ใช่อัน เดียวกัน
สูงขึ้นๆ จนถึงอุเบกขา คือ สังขารรูป สังขารอุเบกขาญาณ การวางเฉยจากสังขาร ไม่มีความยึดมั่น ถือมั่น ว่าตัวกู ของกูว่า สวยงามว่า ผู้หญิงผู้ชาย อย่างนั้นอย่างนี้ ก็ไม่ได้ยึดถือ ใจสูงขึ้นพ้นจากความยึด ใจบริสุทธิ์ใจเป็นสุขที่สุด มีแต่ความ เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป มันสว่างไสวไปหมดแล้ว จะรู้สึกคล้ายกับไม่มีเรา รูปมีที่ใด นามมีที่ใด อะไรที่ไหนที่เกี่ยวกับกรรมฐาน จะปรากฏแจ้งชัดขึ้น ในจิตของเรา แล้วจิตของ เราจะหายตื่น หายอยาก หายจากความยึดมั่นถือมั่น ในรูปนาม เป็นสิ่งที่อยู่ เหนืออารมณ์ทั้งหลาย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะรู้สึกสบายใจ เราไม่ตกเป็นข้าทาสของอารมณ์ใดๆทั้งสิ้น เราไม่รักใคร เราไม่ ชังใคร เราเฉยจากทุกอย่าง จิตของเราจะเป็นอิสระ จะไม่มีโมโห อะไรกับเขา เป็นจิตที่เป็นแก่น เป็นสาร เป็นจิตที่ เราจะ หาไม่ได้ในภพที่เราเกิดในชาติที่เราเกิดมาเป็นมนุษย์ เราได้อบรมฝึกฝนจิตของเราดีแล้วจิตของเราจะเป็นจิตที่ประเสริฐ เป็นหลัก คือ ที่พึ่งของเราตั้งแต่ปัจจุบัน ช่วงที่เราหายใจนี้เป็นต้นไป เราพึ่งตนเองได้ในที่สุด เมื่อเราตายลงไปก็มีสุคติเป็น ที่ไปเที่ยงแท้แน่นอน
สรุปในหลักปฏิบัติ ก็คือ หนทางที่จะดับทุกข์ได้มีทางเดียวเท่านั้น คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ซึ่งก็คือ กรรมฐาน ที่จะทำให้เกิดความรู้แจ้ง เห็นจริงในสภาวะธรรม คือ รูปนาม
รูป ก็คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ คือ ช่องว่างของตัวเรานี้ ทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า รูป คือเป็นสิ่งที่ รู้แตก รู้ดับ รู้สลาย ส่วนนาม นั้น ได้แก่ เวทนาอันเดียวกับจิต ได้แก่ ความสุข ความทุกข์ ความไม่สุข ไม่ทุกข์ เรียกว่า เวทนา
สัญญา คือ ความจำได้หมายรู้ ตาเห็นอะไร หูเราได้ยิน เสียงอะไรมา เราก็จำไว้
สังขาร คือ ความปรุงแต่งของจิต เป็นทางบุญก็มี เป็นทางบาปก็มี มิใช่บุญ มิใช่บาปก็มี จิตปรุงขึ้นต่างๆ
วิญญาณ ก็คือ ความรู้แจ้งในอารมณ์ทั้ง 6
รูป และ นาม ทั้ง 2 ประการนี้ มาอาศัยซึ่งกันและกัน แล้วก็ให้เป็นไป เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " ขันธ์ 5 " ที่ประกอบด้วย รูปกับนาม ดังที่กล่าวแล้ว ถ้าพิจารณาแล้ว ทั้ง 5 ประการนี้เป็นสิ่งที่ เกิดขึ้นในเบื้องต้น ตั้งอยู่ หรือ แปรปรวนไปในท่ามกลาง แตกสลายไปในอวสานกาลเป็นที่สุด ไม่จีรังยั่งยืน วิปัสสนาญาณกรรมฐานที่จะใช้ ในการปฏิบัติก็ได้แก่สติปัฏฐาน 4 อันมี
>กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน และ ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน นี้ก็ให้เอาสติไปกำหนดที่กายหรือรูป เป็นอารมณ์ รูปได้แก่ตัวของเราทั้งหมด ให้กำหนดในอิริ ยาบถทั้ง 4 คือ ยืน เดิน นั่ง และนอน ซึ่งมีทั้งอิริยาบถใหญ่ และอิริยาบถย่อย ให้เอาสติไปกำหนดตลอดจนถึงลมหายใจเข้า ออก ซึ่งก็เป็นกายหรือเป็นรูป นี่เป็นเรื่องของการกำหนด กำหนดไปๆ ให้เกิดความรู้ ความเข้าใจขึ้นว่า กายนี้สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวตน เราเขา เป็นการ ตามรู้ ตามเห็น เรื่องกายของตนเอง และกายของผู้อื่น
เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้เอาสติไปกำหนดเรื่องเวทนาขณะเมื่อเป็นสุขก็ให้กำหนดรู้ว่าสุข เป็นทุกข์ก็ให้รู้เป็นความไม่สุข ไม่ทุกข์ก็ให้รู้ เอาสติติดตามดังนี้ ให้เกิดความรู้ ความเห็นขึ้นว่า เวทนานี้ก็สักแต่ว่า เวทนาเท่านั้น ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเราเขา
จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ให้กำหนดถึง เรื่องจิต สิ่งที่ให้สำเร็จ ความนึกคิด สิ่งที่สะสมอารมณ์ ให้มีทั้งดีก็มี ไม่ดีก็มี แต่ ที่นี้ท่านให้กำหนดเฉพาะกิริยาของจิตที่มันเคลื่อนไหวไป มันอยู่ในร่องในรอย ขณะเมื่อกำหนด ก็ให้เอาสติติดตาม จนกว่า จะเกิดความรู้ความเห็นขึ้นว่า จิตนี้สักแต่ว่าจิต ไม่ใช่สัตว์ บุคคล ตัวเรา เขา
ธัมมานุปัสสนาสติปัฎฐาน ให้กำหนดถึงรูปธรรม คำว่าธรรมะ ที่มีความกว้างเป็นที่สุดครอบไปทั้งโลก อะไรๆก็เป็นธรรมะ ทั้งนั้น แยกออกไปดังกล่าว เป็นชิ้นเป็นอัน ออกไปรวมกันเข้าก็เป็นธรรมะ ไม่ใช่บาป ไม่ใช่บุญ ก็เป็นธรรมะทั้งนั้น รูป ก็เป็นธรรมะ ไม่ใช่บาป ไม่ใช่บุญ ก็เป็นธรรมะทั้งนั้น รูปก็เป็น ธรรมะ นาม ก็เป็นธรรมะ
แต่ที่ท่านจำกัดเอาว่า ขณะเมื่อจิตของเรา มันแสดงออก ซึ่งความนึกคิด ไปในทางบาปหรือทางบุญก็ตาม ก็ให้กำหนดรู้ให้ มีสติ ไปกำหนดจิตของเรา ให้กลับตื่นมาสู่ อารมณ์ของกรรมฐาน แม้แต่จิตคิดเฉยๆ ไม่หนักไปทางใดทางหนึ่งก็เช่นกัน
เมื่อรู้ที่มาของทุกข์และวิธีปฏิบัติ เพื่อดับทุกข์พอสังเขปแล้ว เราก็จะเข้าใจในที่สุดว่า ต้นปลายเหตุ แห่งชีวิตของเรา เราจะ ศึกษาให้รู้ ให้เข้าใจ ซึ่งจิตใจของเรา ว่าเป็นมาอย่างไร เป็นมาไม่ดีเป็นทุกข์ทั้งนั้น
เป็นทุกข์พราะเหตุใด ก็เพราะตัณหา คือ ความอยาก ความอยากนี้ มันเกิดมาจากที่ไหน ก็เกิดมา อวิชชา คือ ความไม่รู้อวิชชา ก็ดี ตัณหา ก็ดี มาปัจจุบัน ทันด่วนนี้ ที่เราเห็นได้ใกล้ที่สุด เห็นต่อหน้าต่อตา ก็เกิดมาจาก อายตนะภายในและภายนอก มาติดต่อกัน แล้วทำให้เกิดความรักความชังอะไร ๆ ขึ้นมาสารพัดอย่าง ซึ่งเป็น สิ่งที่นำมาซึ่ง ความทุกข์ ความลำบากยากเข็ญแก่ชีวิตจิตใจของเรา เป็นอย่างนี้มาเรื่อย ๆ
เดี๋ยวนี้เรารู้สึกตัวแล้ว ทุกท่านจงพยายามแก้ไขความทุกข์การที่จะแก้ไขความทุกข์ ก็ต้องแก้ที่สาเหตุ ของความทุกข์เสียก่อน นั้นคือ ความอยาก ให้มันเบาบาง ถึงกับจางหายไป จากจิตใจของเราเป็นที่สุด ให้เป็นผู้มีสติ ให้ เป็นผู้มีปัญญา ที่จะสามารถต้านทาน หรือป้องกันอารมณ์ที่ไม่ดี ที่จะมาครอบงำจิตใจของเราและเป็นเหตุ เป็นปัจจัยอย่าง ที่กล่าวแล้วว่า เราสร้างดวงประทีป เพื่อให้ได้ กำจัดเสียซึ่งความมืดที่อยู่ภายในจิตใจของเรา คือ อวิชชา ความมืดบอด ให้มันจางหายไป จากจิตใจของเรา
เมื่อเราสร้าง สติปัญญาของเรา ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเรา แล้วสติปัญญานี้ จะมากำจัดเสีย ซึ่งกระแสแห่งความอยาก คือ ตัณหา และความมืดบอด ที่ปิดบังสติปัญญาของเรา ไว้มิให้เห็นซึ่งมรรคผลนิพพานให้มัน สว่างไสวขึ้นในจิตใจของเรา ต่อ ไปเราก็จะได้อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยการที่เราได้ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน ถึงแม้ว่า สติปัญญาของเรา ยังไม่ถึงสุดยอด คือ สติปัญญาของเรายังอ่อนอยู่ ก็ไม่เสียทีที่เราได้ประพฤติปฏิบัติแล้ว สติปัญญาของเราก็จะเป็นตัวเหตุ ตัวปัจจัย ส่งเสริมไปให้ ได้สติปัญญาที่แก่กล้าขึ้น ในวันข้างหน้า ไม่วันใดวันหนึ่งเที่ยงแท้แน่นอนไม่ต้องสงสัย

คัดจากหนังสือ ตอบปัญหาศีล สมาธิ ปัญญา และหนังสืออนุสรณ์ ในงานพระราชทาน
เพลิงศพ พระสุพรหมยานเถร วัดพุทธบาทตากผ้า


ประวัติย่อพระสุพรหมยานเถระ (ครูบาพรหมา พรหมจักโก)

นักปฏิบัติ นักพัฒนา แห่งลานนาไทย
วัดพระพุทธบาทตากผ้า อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน
(อัฐิกลายเป็นพระธาตุ)

พระสุพรหมยานเถระ มีนามเดิมว่า “พรหมา พิมสาร” เกิดวันอังคารที่ ๓๐ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๔๑ ตรงกับวันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๑๐ ใต้ (เดือน ๑๒ เหนือ) ปีจอ ณ บ้านป่าแพ่ง ตำบลแม่แรง อำเภอปากบ่อง (อำเภอป่าซางปัจจุบัน) จังหวัดลำพูน เป็นบุตรของนายเป็ง-นางบัวถา พิมสาร มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน ๑๓ คน เป็นชาย ๗ คน เป็นหญิง ๖ คน ครูบาพรหม เป็นบุตรคนที่ ๗ ฯ

· ชีวิตปฐมวัย

เมื่อเจริญวัยพอสมควร ท่านได้ช่วยพ่อแม่ทำงานตามฐานะคือ ทำนา ทำสวน เลี้ยงวัว เลี้ยงควาย งานประจำคือ ตักน้ำตำข้าว ปัดกวาด ทำความสะอาดบ้านเรือน เป็นต้น
· การศึกษา

ท่านครูบาพรหมา ได้เรียนหนังสือลานนาและภาษากลางที่บ้านจากพี่ชายที่ได้บวชเรียน แล้วศึกออกไปเพราะการศึกษาภาษาไทยสมัยนั้นไม่เหมือนสมัยนี้ ยังไม่มีการศึกษาที่เป็นระเบียบ ท่านมีความสามารถด้านภาษาไทยเป็นอย่างดีฯ
· การบรรพชา

ท่านครูบาพรหมา ออกบวชเป็นสามเณร เมื่อวันที่ ๒๔ เมษายน พุทธศักราช ๒๔๕๕ เวลานั้นมีอายุได้ ๑๕ ปี ณ วัดป่าเหียง ตำบลแม่แรง อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน การบวชเณรสมันนั้นจะต้องท่องจำสวดมนต์สิบห้าวาร ตั้งแต่ “เยสันตา เป็นต้นไปจนถึง มาติกามหาสมัย” และกำหนดให้ท่องวันละหนึ่งแป้นฯ

· การอุปสมบท

ท่านครูบาพรหมา ได้บวชเป็นพระภิกษุ ตรงกับวันที่ ๑๖ พุทธศักราช ๒๔๖๑ เวลานั้นอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ครั้นลุถึงพุทธศักราช ๒๔๖๒ ท่านครูบาพรหมาก็ได้สอบนักธรรมสนามหลวงขึ้น ณ วัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ ในสมัยนั้นข้อสอบวิชาละ ๒๑ ข้อขึ้นไป มีนักเรียนธรรม ๗ ภาคเหนือได้มารวมแห่งเดียวกัน รวมทั้งหมดมี ๑๐๐ รูป จังหวัดลำพูน ๑๑ รูป ผลของการสอบครั้งนี้มีผู้สอบได้เพียง ๒ รูป คือ พระทองคำ วัดเชตุพน จังหวัดเชียงใหม่ และตัวท่านครูบาพรหมาอีก ๑ รูป นอกนั้นสอบตกหมด ในระหว่างที่เป็นพระภิกษุท่านครูบาก็ได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ตามพระอาจารย์ตามวัดต่างๆ เช่น วัดฉางข้าวน้อยเหนือ ก็ได้มาอยู่ศึกษาเล่าเรียน ต่อมาท่านครูบาก็รู้สึกสังเวชในชีวิตของตนเองเนื่องด้วยชีวิตเป็นของไม่แน่นอน ความตายเป็นของแน่นอน ก่อนยังไม่ถึงความตายนี้ขอให้ได้บำเพ็ญสมณะธรรมไว้ให้เต็มความสามารถ จะได้เป็นที่อุ่นใจและพอใจในชีวิต จึงได้น้อมจิตไปในทางปฏิบัติธรรมฯ

· การออกป่าปฏิบัติธรรม

เมื่ออายุได้ ๒๔ พรรษา วันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๔๖๔ ตรงกับเดือน ๘ ใต้ (ตรงกับเดือน ๑๐ เหนือ) ซึ่งเป็นวันเข้าพรรษา ท่านครูบาพรหมาก็ได้ตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์ พร้อมทั้งโยมพ่อโยมแม่และญาติพี่น้องที่มาพร้อมกันที่วัดเพื่อออกไปอยู่ป่าบำเบ็ยสมณธรรมเพื่อดำเนินตามครรลองแห่งพระสาวกทั้งหลายที่เป็นมาแล้วแต่ในอดีต เมื่อคิดพิจารณาแล้วก็ได้เดินทางตรงไปดอยน้อย ซึ่งตั้งอยู่ฟากแม่น้ำปิง เขตอำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ท่านครูบาได้อยู่พักจำพรรษาที่นี่ ๑ พรรษา ออกพรรษาแล้วก็เดินทางต่อไปในสาระทิศต่างๆ ตามป่าเขาลำเนาป่าจนทะลุถึงเขตแดนพม่า-ลาว-อีสาน และบริเวณเขตไทยตามหมู่บ้านยางกะเหรี่ยง จนพูดภาษาชาวเขาเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี ระหว่างที่จำพรรษาอยู่แต่ละแห่งท่านครูบาจะประสบกับเหตุการณ์ต่างๆ นาๆ เช่น อาหารการกินบ้าง ผจญกับเสือ ช้างป่า มาร ยักษ์ ผีสางนางไม้ สารพัดอย่าง อยู่อาศัยตามป่าเป็นเวลานานปีจนกระทั่งชีวิตของท่านได้ย่างเข้าสู่วัยชรา จึงได้ย้อนมาพักอยู่ที่วัดป่าหนองเจดีย์ ตำบลท่าตุ้ม อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน ได้อยู่จำพรรษาที่นี่ ๔ พรรษา และได้ย้ายไปอยู่ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ๑ พรรษา แล้วย้อนกลับไปที่วัดป่าหนองเจดีย์อีก ๒ พรรษา ท่านได้พบพระแก้วมรกตกับพระบรมธาตุที่นี่ ท่านกลัวจะมีเหตุภัยในอนาคตจึงได้นำพระแก้วมรกตและพระบรมธาตุไปบรรจุไว้ที่วัดหนองเงือกฯ

· นิมนต์เป็นเจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๙๑ อายุได้ ๕๐ ปี ท่านครูบาพรหมาได้รับนิมนต์จากคณะสงฆ์ ข้าราชการ และประชาชนในจังหวัดลำพูน โดยขอนิมนต์มาประจำอยู่ที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เนื่องจากวัดพระพุทธบาทฯ ว่างจากเจ้าอาวาส ถาวรวัตถุก็ชำรุดทรุดโทรม หาเจริญตาไม่? ทั้งๆ ที่เป็นสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของภาคเหนือ เมื่อท่านครูบาพิจารณาเห็นสมควรแล้วจึงตกลงรับนิมนต์ด้วยความยินดี ตอนแรกไม่ขอตำแหน่งอะไร เพียงแต่มาอยู่เพื่อปฏิบัติธรรมเท่านั้น ครั้นอยู่ไปนานเข้าก็เลยตกลงรับเป็นเจ้าอาวาสควบคุมดูแลมีอำนาจหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบอริยะสงฆ์ในพุทธศาสนา ท่านครูบาก็ได้เริ่มบูรณะสิ่งต่างๆ ในบริเวณวัดทีละนิดทีละหน่อยไปเรื่อยๆ จนเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของประชาชนมากขึ้นทุกวัน ท่านครุบาก็ได้เริ่มบทบาทจัดตั้งโรงเรียนปริยัติธรรม-บาลีที่วัดพระพุทธบาทฯ เกือบทุกปีท่านครูบาตั้งใจพัฒนาด้านธรรมะและถาวรวัตถุควบคู่กันไป จนเป็นที่โด่งดังทั่วฟากฟ้าเมืองไทย ท่านครูบาสนับสนุนการศึกษานักธรรม-บาลีอย่างเต็มที่ จนมีผู้สอบบาลีถึง ๙ ประโยค นับว่าการศึกษาบาลีมีผู้สอบได้เป็นอันดับ ๑ ของภาคเหนือเป็นประจำทุกปี ปีหนึ่งๆ มีพระเณรมาขออยู่อาศัยเป็นจำนวนหลายร้อยรูป ท่านก็ต้อนรับทั้งนั้น เรื่องอาหารการกินไม่ต้องพูดถึงมีให้ฉันทุกวัน จัดตั้งมูลนิธิขึ้นมีเงินถึง ๕ ล้านบาท เพื่อเป็นค่าอาหารและการศึกษาของพระภิกษุสามเณร แม้เงินของท่านครูบาทุกบาททุกสตางค์จะไม่เก็บไว้เป็นส่วนตัว เป็นของส่วนกลาง เงินในถุงย่ามจะไม่ให้มีติดเลย ไม่ว่าจะไปรับไทยทานที่ไหน ท่านครูบาเป็นสงฆ์ที่เสียสละทุกอย่างเพื่อพระพุทธศาสนาจริงๆ ท่านไม่อคติกับใคร ใครจะวิพากวิจารณ์อย่างไรท่านเงียบและจะไม่โกรธตอบใครทั้งนั้น ครั้งหนึ่งมีผู้เขียนป้ายติดไว้ว่า “เมตตาเกินประมาณอันธพาลเต็มวัด” ท่านทราบแต่เงียบ เรื่องตำแหน่งยศท่านได้รับแต่ไม่ได้ยึดติด ท่านเคยบอกกับผู้เขียนว่า วันทำบุญอายุครบ ๘๓ ปี มีการสืบชะตาให้ท่านด้วย ท่านบอกว่าเขาจะทำอย่างไร? ก็ปล่อยเขาเถิด “ตัวกูไม่ได้ยึดมั่นถือมั่น” ท่านพูดเพียงนี้ ก็ไม่ต้องถามอะไรอีกต่อไป “หมายความว่าหมดแล้วเรื่องทางโลก ท่านอยู่เหนือโลกแล้ว” ท่านเป็นเจ้าอาวาสไม่มีการขัดแย้งปัญหาใดๆ กับคณะสงฆ์เลย ท่านเอาส่วนรวมเป็นใหญ่ ครั้งหนึ่งงานประเพณีที่วัดเคยจุดบ้องไฟขึ้นทุกปี มาครั้งนี้อยากจะพักการแข่งขันบ้องไฟขึ้นเสีย ถ้าท่านจะพูดแบบเผด็จการในฐานะเจ้าอาวาสห้ามเสียก็ได้ แต่เมื่อที่ประชุมส่วนใหญ่ยังต้องการให้มีท่านก็ปล่อยให้เป็นไปตามมติส่วนใหญ่ ท่านครูบาได้มาอยู่สร้างความเจริญให้วัดพระพุทธบาทตากผ้า ทุกสิ่งทุกอย่างสง่างามตาไปทั่วประเทศและต่างประเทศ ทางด้านการปฏิบัติธรรม ด้านการศึกษา ด้านการพัฒนา เป็นที่เจริญรุ่งเรืองเป็นศรีสง่างามตาไปทั่วฟากฟ้าเมืองไทย ในระยะเวลาที่ท่านได้มาอยู่ประจำปฏิบัติธรรม ณ ที่วัดพระพุทธบาทฯ เป็นเวลานาน ๓๗ ปีฯ

· หมอดูคู่หมอเดา

เมื่อท่านครูบามีชีวิตได้มีหมอดูแขกจากอินเดียกับหมอดูพระต่างพากันทำนายว่า หมอแขกทำนายว่าท่านครูบาจะมีอายุ ๑๒๐ ปี หมอพระนั่งทางในว่าครูบาจะหมดอายุ ๕๒ ปี หมอแขกยังพูดแถมท้ายอีกว่า ถ้าท่านครูบาซื้อล๊อตเตอรี่ก็จะร่ำรวม ท่านครุบากล่าวย้อนว่า “ล๊อตเตอรี่” (หวย) มันเป็นใบอย่างไร? คือท่านไม่เคยสนใจเรื่องโชคลาภทางการพนันและไม่บอกเลขหวยกับใครทั้งนั้น แล้วท่านก็สรุปกับผู้เขียนว่า เรื่องหมอดูหมอเดาเอาแน่นอนไม่ได้ฯ

· ครูบาศรีวิชัย ขอดูตัวครูบาพรหมากลางป่า

เป็นสิ่งที่น่าคิดที่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาเดินทางไปขอดูตัวครูบาพรหมา ขณะบำเพ็ญสมณธรรมอยู่กลางป่า การที่ครูบาศรีวิชัยไปพบครูบาพรหมาครั้งนี้เพื่อดูการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง จึงได้อนุโมทนาในการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบตามหลักพระธรรมวินัยอย่างเคร่งครัด แล้วพูดว่าตัวท่านครูบาศรีวิชัยจะต้องดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุเพื่อพระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้าต่อไปพร้อมกับการปฏิบัติธรรมควบคู่กันไป อนึ่งพวกเราจะสังเกตเห็นการยืน เดิน นั่ง นอน ท่านครูบาพรหมาท่านจะสำรวมกิริยาบถเป็นที่เรียบร้อย ดูสง่างามตากับผู้ที่พบเห็น แม้ที่อยู่ที่นอนก็จัดเป็นระเบียบเรียบร้อย ท่านทำจิตใจให้สะอาดทั้งภายนอกและภายในเสมอต้นเสมอปลาย ท่านไม่มีการเลือกที่รักมักที่ชัง จะให้ความเมตตากับทุกคน ไม่ว่าคนจนหรือคนรวยพบได้ทุกเวลา จึงมีผู้กล่าวกันว่า “ใครอยากจะดูพระอรหันต์ให้ไปดูที่วัดพระพุทธบาทตากผ้า” อดีตพระขาว ดวงตา ศิษย์เอกครูบาศรีวิชัยพูดกับนักเขียนว่า “มีตำนานพื้นเมืองเหนือ กล่าวไว้ว่า ถ้าถึงกึ่งพุทธกาลจะมีพระอรหันต์ปรากฎมีขึ้นที่วัดพระพุทธบาทตากฟ้า ท่านผู้นั้นก็คือ ครูบาพรหมานี้แหละ” ฯ

· ท่านพุทธทาส เมื่อแรกพบท่านครูบาพรหมก็รู้สึกเป็นสุขใจ

ท่านพุทธทาสเป็นพระอริยะสงฆ์องค์หนึ่ง (ที่สอนคนให้มีจิตว่าง) เป็นผู้ที่มีความรู้ด้านธรรมะเป็นเลิศ ในยุคกึ่งพุทธกาลนี้ทำไมท่านพุทธทาสถึงยกย่องครูบาพรหมาไว้เป็นครู แล้วท่านพูดว่าตัวท่านยังไม่มีความนิ่มนวลอ่อนโยนเหมือนท่านครูบาพรหมา ท่านพุทธทาสไม่ใช่จะยกย่องใครได้ง่ายๆ ถ้าผู้นั้นไม่มีคุณธรรมชั้นสูงจริงๆ

· ครูบามีญาณทิพย์และอภินิหารย์

ท่านครูบาล่วงรู้เหตุการณ์ต่างๆ ในบริเวณวัดได้อย่างน่าอัศจรรย์ พระภิกษุรูปใดทำอะไร ที่ไหน มีความต้องการอะไร และคิดจะทำสิ่งใด บางคนก็บ่นเรื่องอาหารการกินบ้างไปตามประสาพระหนุ่มเณรน้อย เมื่อท่านครูบาเรียกไปพบแล้วจะเอ่ยปากทักท้วงถึงเรื่องที่คิดที่พูดไปนั้น ทำเอาพระเณรที่พูดที่ทำที่ว่าพากันงงงันเป็นอันมากเหมือนกับท่านครูบารู้เห็นกับตนเอง ต่อมาก็มีเรื่องการจุดบ้องไฟขึ้น แต่ที่ประชุมส่วนใหญ่ต้องการให้มีงานบ้องไฟไปเรื่อยๆ ท่านก็ไม่ได้บอกเหตุการณ์อะไร ผลที่สุดการแข่งขันบ้องไฟปีนี้มีเหตุการณ์อย่างไม่คาดคิดบังเกิดขึ้นคือ บ้องไฟได้หลุดลงจากค้างทะลุพุ่งเข้าชนกำแพง ชนกับคนที่มางานได้รับบาดเจ็บ

มีเรื่องเล่าว่าเมื่อปีพุทธศักราช ๒๔๖๖ ท่านครูบาพร้อมด้วยผู้ติดตามเดินทางจากอำเภอลี้ พอมาถึงบ้านป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง ทราบว่าอาจารย์สม สุรินโท และท่านอาจารย์อินทจักร์ได้มาพักอยู่บ้านห้วยหละ ท่านครูบาก็ได้แวะเยี่ยม หลังจากได้นมัสการและสนทนากันพอสมควรแล้วท่านครูบาก็ได้สังเกตภายในถ้ำและได้มองขึ้นไปข้างบนปากถ้ำ ได้เห็นหินก้อนหนึ่งใหญ่ประมาฯเท่ากระบุงเขื่องๆ ยื่นออกมา เห็นมีรอยแตกร้าวรอบๆ ท่านครูบาจึงออกปากพูดว่า “หินก้อนนั้นสำคัญนัก เป็นที่น่ากลัวจะหล่นลงมาอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต” พวกชาวบ้านที่นั่งฟังอยู่นั้นเขาไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ “เขาว่ามันอยู่มาหลายร้อยปีพันปีแล้ว มันยังไม่ตกจะมาตกเอาตอนนี้หรือ?” ถ้ามันตกก็เป็นกรรมของเราแท้” แต่ท่านครูบาไม่ยอมฟังจึงให้กระเหรี่ยงคนหนึ่งมีชื่อว่า ภาตี้ โมฮา ให้ไปเอาไม้ไผ่เล่มหนึ่งยาวประมาณ ๓-๔ วาเพื่อเอาแหย่ที่หินก้อนนั้น แล้วท่านครูบาก็บอกว่าให้พากันอยู่ห่างๆ ไกลๆ ทันใดนั้น ภาตี้ โมฮาก็ได้เอาไม้ไผ่เข้าแหย่นิดเดียวเท่านั้น ปรากฏว่าก้อนหินลูกนั้นก็ร่วงตูมลงมาตรงที่ท่านอาจารย์ทั้ง ๒ เคยนั่งสวดมนต์ทำวัตรเป็นประจำ ทำเอาผู้ที่เห็นเหตุการณ์พากันตกตลึงไปตามๆ กัน มีคนแก่คนหนึ่งหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า “ฮือ..ถูกต่านครูบาว่าแต๊ๆ..อีกคนก็พูดว่า “นี่เทวดาบ่องปาก บ่ออั้นก็คงต๋ายกั๋นหมด” มีครั้งหนึ่งท่านครูบาเคยพูดกับผู้เขียนว่า ได้ไปงานศพแห่งหนึ่งทางเจ้าภาพจัดให้มีบ้องไฟพุ่งเข้าปราสาทเผาศพ โดยนำสายลวดผ่านมาตรงบนศีรษะ ท่านครูบาก็ได้เรียกเจ้าภาพงานศพมาถามว่าทำไมอาสายลวดผ่านตรงนี้ ทำไมไม่เอาไปทางอื่น เพราะไม่รู้ว่าจะเอาไปทางไหนดีกว่าตรงนี้ เขาตอบว่า “ไม่เป็นอยั๋งต่านครูบา สล่าเขาเก่ง ไปงานมามากต่อมากแล้ว ท่านครูบาก็บอกว่าของทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่แน่นอน เมื่อทางเจ้าภาพไม่เชื่อท่านครูบาก็สงบนิ่ง ปล่อยให้ทำไปตามเรื่อง ปรากฏว่าการจุดบ้องไฟหล่อพุ่งเข้าปราสาทเผาศพเกิดอุบัติเหตุสายลวดขาด บ้องไฟได้ตกตรงหน้าท่านครูบาประมาณ ๒ เมตร แล้วบ้องไฟก็กระเด็นไปทางอื่นทำเอาคนที่มางานศพพากันตกใจไปตามๆ กัน ที่ท่านครูบาปลอดภัยไม่มีอันตราย ทุกคนพากันพูดว่าถ้าไม่ใช่ครุบาต้องได้รับอันตรายแน่ๆ

เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ ได้มีงานประเพณีสรงน้ำรอยพระพุทธบาทตากผ้าประจำปี มีผู้นำบ้องไฟไปจุดที่งานเวลากลางคืน ได้มีบ้องไฟตกลงมาที่ปะรำมุงคาเกิดไฟลุกขึ้นทำเอาประชาชนที่มางานพากันแตกตื่นจะไปช่วยกันดับไฟบนปะรำ เวลานั้นท่านครูบาได้นั่งอยู่ในปะรำที่นั่นองค์เดียว เมื่อเห็นพวกชาวบ้านมากันมากก็ถามว่า มาทำไมกัน ทุกคนก็บอกว่าเห็นบ้องไฟตกบนปะรำ แล้วมีเปลวไฟได้ลุกขึ้น จึงวิ่งมาดูกันเพื่อจะช่วยกันดับไฟ ทันใดนั้นท่านครูบาก็พูดขึ้นพร้อมกับมองไปที่บนปะรำ สักประเดี๋ยวเดียวไฟที่ลุกจากบ้องไฟก็ดับเอง ขณะนั้นผู้เขียนก็ได้วิ่งไปที่เกิดเหตุนั้นด้วย

เมื่อปี ๒๕๓๓ ไฟไหม้กุฏิวัดป่าซางน้อย มีเหรียญครูบากั้นไฟได้อย่างดี ส่วนเหรียญอาจารย์อื่นที่อยู่รวมกันถูกไฟไหม้ละลายหมด ท่านครูบาเคยถูกพวกไสยศาสตร์ลองดีขณะนั่งสมาธิ ทำเอาขวดน้ำหมึกของท่านแตก ไม้กั้นห้องแตกกระเด็น แต่ท่านครูบาปลอดภัยจากเวทมนต์ไสยศาสตร์ วันรุ่งขึ้นคนที่ลองไสยศาสตร์เวทมนต์คาถาต้องมากราบไหว้ขอขมาท่านครูบา

· พญามัจจุราชอาราธนาให้ปลงสังขาร

พญามัจจุราชเห็นว่า ท่านครูบาบำเพ็ญสมถธรรมมานานพอควรแล้ว จึงขออาราธนาปลงสังขารเพื่อเข้าสู่นิพพาน เมื่อท่านครูบาพิจารณาถึงสภาพสังขารของตัวเองก็เป็นที่ชำรุดทรุดโทรมลงมาก จึงให้คำตอบกับพญามัจจุราชจะขอปลงสังขารภายใน ๕ วัน หลังจากทำวัตรสวดมนต์เสร็จเรียบร้อย ท่านครุบาพรหมาก็ได้มีการประชุมพระภิกษุสามเณร จำนวน ๑๒๐ รูป อย่างกระทันหัน ท่านครูบาก็ได้ยกเอาธรรมะขึ้นมากล่าวว่า “สังขารมันชำรุดลงไปตามกาลเวลาของมัน เราฝืนมันไม่ได้ ฉะนั้นจำเป็นต้องปล่อยไปตามเรื่องของสังขาร” ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปขอมอบให้สงฆ์ผู้มีอาวุโสดำเนินการจุดเทียนชัยนำทำวัตรและสวดมนต์แทนทุกอย่าง ไม่ต้องรอตัวท่านครูบาอีกต่อไป คำพูดนี้ของท่านครูบาไม่มีใครเฉลียวใจเสียเลย เหมือนกันพระอานนท์ผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าไม่รู้เรื่องพระพุทธเจ้าจะปลงสังขาร หากรู้เรื่องก็ขอต่ออายุพระพุทธเจ้าไว้คงได้อีกหลายร้อยปี นี่เขาว่ากรรมบัง คนที่มีกิเลสหนาแน่นอยู่ใกล้พระพุทธเจ้าก็ไม่เห็นพระพุทธเจ้า คนที่ไม่มีศีลธรรมอยู่ใกล้ครูบาก็ไม่ใช่ศิษย์ของท่านครูบา หลังจากได้อบรมสั่งสอนพระภิกษุสามเณรเป็นที่เรียบร้อยแล้วอาการเจ็บปวดของสังขารก็ไม่ดีขึ้น แต่ท่านครูบาก็อดทนอดกลั้นไม่มีการกระวนกระวายใดๆ ทางสงฆ์จึงพร้อมใจกันนิมนต์ท่านครูบาได้รักษาพยาบาล ณ โรงพยาบาลเชียงใหม่ ท่านครูบาก็ไม่ขัดนิมนต์พระสงฆ์ที่วัดแต่ประการใด หากว่าไม่นำส่งดรงพยาบาลท่านครูบาเกิดมรณภาพกระทันหันพระสงฆ์ที่อยู่ปฏิบัติรับใช้ก็กลัวคณะกรรมการจะพากันกล่าวหาว่า ไม่ดูไม่แลไปต่างๆ นาๆ เพื่อเป็นการพ้นข้อกล่าวหาใดๆ ท่านครูบาก็ตัดสินใจไปรักษาที่โรงพยาบาลก่อนจะออกจากห้องที่อยู่อาศัย ท่านครูบาก็ได้เดินไปกราบพระพุทธรูปที่หน้าห้อง ดูอะไรมิอะไรต่ออะไรเป็นครั้งสุดท้าย เหมือนกับท่านครูบาไม่มีอาการเจ็บปวดอะไร ทั้งๆ ใกล้จะปลงสังขารอยู่แล้ว เมื่อกระทำกิจทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อยท่านครูบาก็เดินมานั่งรถเข็นเพื่อจะต่อไปนั่งรถยนต์ ขณะที่นั่งอยู่บนรถเข็นพระเณรกำลังเคลื่อนรถไปได้ไม่เท่าไรก็ปรากฏว่ายางรถเข็นเบื้องขวาแตกอย่างไม่นึกฝัน เพราะรถเข็นคันนี้ท่านครูบาเคยนั่งไปมาเป็นประจำ แต่ก็ไม่เคยมียางแตกมาก่อนเลย พึ่งมาแตกเอาครั้งนี้ ท่านครูบาอาจจะบอกให้ทุกคนรับทาบว่า ท่านครุบาจะนั่งเป็นครั้งสุดท้ายจะไม่นั่งมันอีกต่อไป ก่อนจะไปโรงพยาบาลคืนวันนั้นท่านครูบาก็ได้เรียกให้พระชูศีล วัย ๖๓ ปี เป็นข้าราชการบำนาญ มีเมีย ๔ คน ได้ลาลูกเมียมาบวช ปีที่ครูบาจะดับขันธ์สู่นิพพาน ท่านครูบาบอกว่าคนแก่เป็นคนสุดท้ายแล้วและยังได้ตักเตือนอีกว่า “ชีวิตนี้ ชาตินี้ ต้องเอาชนะมันให้ได้ อย่ายอมสยบหัวยอมแพ้กิเลส เมื่อได้ถุงเงินแล้ว อย่ากลับไปจับถุงเปี้ย” เป็นการกล่าวเตือนท่านชูศีลเป็นครั้งสุดท้าย จึงเป็นเหตุให้ท่านชูศีลหมดจากความกังวลต่างๆ ในชีวิต ไม่ยอมสึกตลอดชีวิต ไม่คิดถึงเมียและลูกอีกต่อไป รับคำสาธุจากท่านครูบา เวลานี้ท่านชูศีลออกไปอยู่ตามป่า เคยมีจดหมายมาถึงผู้เขียนครั้งหนึ่งว่าอยู่ตามป่าตามเขาสบายดี ทรัพย์สมบัติก็มอบให้ลูกเมียไปหมดแล้ว ขอให้โยมที่เป็นเจ้าภาพบวชอาตมาจงมีความสุข ขอพูดถึงกรณีที่ท่านครูบาได้บวชพระชูศีล ตรงกับวันเพ็ญ เดือน ๘ เหนือ ซึ่งเป็นวันประสูติ ตรัสรู้ และวันปรินิพพาน บังเอิญผู้เขียนพร้อมครอบครัวก็ได้มาทำบุญวันนี้ สำหรับท่านชูศีลก็เดินทางมาจากจังหวัดพิษณุโลกเพื่อจะมาอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดพระพุทธบาทฯ ญาติพี่น้องก็ไม่มีใครติดตามมาเลย นอกจากพระน้ององค์เดียว ท่านครูบาก็ได้มอบให้ผู้เขียนเป็นผู้จัดการบวชให้กับท่านชูศีลอย่างง่ายๆ โดยไม่มีพิธีรีตองอะไร ให้มีเพียงดอกไม้ธูปเทียนและผ้าไตรจีวร ซึ่งผู้บวชได้เตรียมมาแล้วเท่านั้น ผู้เขียนกับผู้อุปสมบทต่างคนก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลย จู่ๆ ก็มาเป็นเจ้าภาพบวชให้กันอย่างไม่นึกฝันมาก่อนเลย คิดแล้วมันก็น่าแปลกจริงๆ หลังจากอุปสมบทเป็นภิกษุเรียบร้อยก็รับพรจากพระสงฆ์เป็นเสร็จพิธี การบวชแบบนี้นับว่าเป็นการดีที่สุด แม้หมูเห็ดเป็ดไก่ก็ไม่ตาย ท่านครูบาก็บอกกับท่านชูศีลว่าจะบวชคนแก่เป็นครั้งสุดท้าย แล้วท่านครูบาก็ได้มาพูดกับผู้เขียนว่า พระที่บวชวันนี้เข้าตั้งใจจริงเป็นผู้บริสุทธิ์

· นั่งสมาธินิพพาน

ขณะที่ท่านครูบาพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ ก็เป็นวันเวลาใกล้กำหนดที่สัญญากับพญามัจจุราช ที่ท่านครูบาจะต้องปลงสังขารในวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ ท่านครูบาได้ตื่นนอนตั้งแต่เช้าปฏิบัติธรรมตามกิจวัตรที่เคยทำประจำ เมื่อได้เวลาจวนจะนิพพาน นายแพทย์ที่รักษาพูดว่า ท่านครูบาได้อยู่ในท่าสำรวมจิตตั้งมั่นพร้อมกับบอกผู้อยู่ใกล้ชิดว่า “คนเราเมื่อมีสังขารก็ต้องมีทุกข์” พอได้เวลาตามกำหนด ๐๖.๐๐ น. ของวันที่ ๑๗ สิงหาคม ๒๕๒๗ ตามที่สัญญากับมัจจุราช ท่านครูบาก็ลุกนั่งสมาธิ สำรวมจิตตั้งมั่นอยู่พักหนึ่งก็สงบระงับดับสังขารจากมนุษย์โลกไปอย่างง่ายดาย คงเหลือแต่ความอาลัยอาวรณ์ให้กับบรรดาลูกศิษย์และประชาชนที่เคยเคารพนับถือเป็นอย่างมาก ตอนที่ท่านครูบาปลงสังขารทุกคนที่อยู่ใกล้ชิดได้สังเกตเห็นผิดพรรณของท่านครูบาเปล่งใสเหลืองอร่ามเป็นที่งามตาเหมือนกับดอกจำปา จึงเป็นที่น่าอัศจรรย์ยิ่งฯ

· เกิดอภินิหารหลังจากนิพพาน ๑ วัน

ปรากฏว่าต้นบุนนาคที่ท่านครูบาเคยนั่งวิปัสสนากรรมฐานเป็นประจำได้แสดงอภินิหารอย่างน่าอัศจรรย์ ต้นบุนนาคเกิดเหี่ยวเฉาลงอย่างกระทันหัน จึงทำให้ใครต่อใครไม่นึกไม่คิดมาก่อนเลย สำหรับวันนี้ก็เป็นวันสรงน้ำพระราชทาน ทำเอาประชาชนที่ไปทำบุญพากันไปดูต้นบุนนาคมากมาย ต่างก็ออกปากพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันน่างึดแท้ๆ และอัศจรรย์จริงๆ คำว่าอภินิหารหรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ซึ่งหาสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ไม่ได้ มันเป็นเรื่องลี้ลับแปลกประหลาดยากที่จะอธิบายให้แจ่มแจ้งได้โดยไม่ใช้ปัญญาไตรตรองนั้น มักจะเรียกว่างมงาย เป็นธรรมดาของมนุษย์ส่วนมากเมื่อไม่อยากให้ใครว่าเราเป็นคนงมงาย ว่าโง่ เราจะต้องใช้สติปัญญาพิจารณาดูสิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่? เช่น กรรมดี กรรมชั่ว และสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ซึ่งมีอยู่ในโลกมากมาย เช่น เกิดขึ้นแล้วก็ผ่านไป เมื่อไม่มีใครกล้าจดบันทึกกล้าเขียน เวลามีผู้ใดเขียนขึ้นมาก็มักจะถูกหัวเราะเยาะว่า เป็นคนงมงายเชื่อในสิ่งที่ไม่มีตัวตน เชื่อในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล เมื่อคนเราคิดว่าบาปกรรมไม่มี กรรมชั่วไม่ตามสนอง เพราะคิดว่าทำชั่วได้ดีมีมาก ที่ทำดีไม่เห็นมีความดีก็มีไม่น้อย ในหลักทำความดีของเราควรปฏิบัติอยู่ในศีลในสัตย์ มีความกตัญญูกตเวทิตาต่อผู้อื่นที่มีคุณ มีจิตใจเมตตาปราณี สร้างแต่ความดี (เหมือนอย่างท่านครูบา) มีความละอายต่อบาป กรรมมันมีจริง วิญญาณก็มีจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกมนุษย์เป็นสิ่งที่ลี้ลับมหัศจรรย์ การที่ต้องเขียนเหตุการณ์เกี่ยวกับท่านครูบาครั้งนี้ก็เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้รับทราบเป็นหลักฐานความจริงต่อไป



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 0 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron