https://www.facebook.com/bunnaroth.buaklee" />

เงาฝรั่ง-เงามังกร (1)

FaceBook Page : Active
https://www.facebook.com/bunnaroth.buaklee
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13306
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

เงาฝรั่ง-เงามังกร (1)

โพสต์โดย admin » พฤหัสฯ. 22 มิ.ย. 2017 7:29 pm

Bunnaroth Buaklee
เมื่อวานนี้ เวลา 7:57 น. ·
เงาฝรั่ง-เงามังกร (1)
19260220_1531536543557749_7404422588005626437_n.jpg
19260220_1531536543557749_7404422588005626437_n.jpg (79.31 KiB) เปิดดู 241 ครั้ง


การแผ่อิทธิพลครอบงำหรือยึดครองของฝรั่งกับจีนแตกต่างกัน
ต่างกันทั้งปรัชญา เบื้องหลังที่มา และรายละเอียด
มีคนเคยเขียนถึงการแผ่อำนาจทางทะเลของกองเรือเจิ้งเหอ ว่า เป็น Chinese Colonization หรือ Chinese Colonialism แต่จะถูกฝ่ายนิยมจีนและศึกษาเจิ้งเหออีกแบบหนึ่งเถียงว่ามันไม่ใช่ ...เพราะรูปแบบจีน ไม่เหมือนนิยาม Colonialism แบบที่ฝรั่งเริ่มยึดครองโลกในศตวรรษที่ 16-20
ผมก็คิดว่าไม่เหมือน เพราะความคิดรากฐานของจีนตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคราชวงศ์ชิง ถือว่าตนเป็นจงกั๋ว - ศูนย์กลางของโลก ดังนั้นการแผ่อำนาจออกไปให้อาณาจักรรอบข้างยอมสวามิภักดิ์จึงเป็นเรื่องปกติของมหาอำนาจ หลายกรณีมันจึงเป็นศักดิ์ศรีหน้าตาล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
ยุคก่อนหน้านี้จึงไม่เคยมี Chinese Colonization มีแต่ Chinese imperialism !
ในทางวิชาการ ฝรั่งน่ะเป็นนิยามที่มาของคำว่า Colonialism แต่เพียงผู้เดียว
ฝรั่งแผ่อิทธิพลออกจากยุโรปราวก่อนค.ศ.1500 กลมๆ โคลัมบัส กับ วาสโก ดา กามา เจออเมริกาและอ้อมกู๊ดโฮปได้ เปิดยุคสมัยให้กับยุโรป
การแสวงหาทรัพยากรและความมั่งคั่งเป็นรากฐานของการแสวงหา
จากการแสวงหาสินค้าเครื่องเทศ แพรพรรณ.. ต่อยอดมาเป็นการพัฒนาการค้าเสรี ... จากการค้าเสรี มาเป็นการยึดครองดินแดน .... จากการยึดครองดินแดนมาเป็นการแผ่ฝังความคิดแบบฝรั่ง เรื่องความศิวิไลซ์ เรื่องระบบทาส
ฝรั่งในยุคปลาย 19/ต้นศตวรรษ 20 คือราวๆ ต้นรัตนโกสินทร์ของเรา ถูกความคิดแบบ Colonialism หล่อหลอมมาแต่เกิด เชื่อโดยสนิทใจว่าการยึดครองคือการช่วยเหลือและปลดปล่อย เซอร์จอห์น บาวริ่งท่องคาถาการค้าเสรี ยัดเยียดการค้าฝิ่นไปให้จีน ... ส่วนอองรี มูโอต์ นักสำรวจผู้นำเสนอนครวัด แล้วมาตายที่หลวงพระบาง นี่ชัดเจนที่สุด ว่าเขาคือผลผลิตของความคิดฝรั่งอาณานิคม บันทึกของเขา เอ่ยถึงความเลวร้ายของระบบทาสเอเชีย
(และฝรั่งจึงต้องมาปลดปล่อยผู้ทุกข์ยากเหล่านี้จากผู้ปกครองท้องถิ่น เพื่อให้บ้านเมืองสู่ศิวิไลซ์)
นักประวัติศาสตร์พม่ารุ่นใหม่มักจะเปรียบเทียบราชสำนักมัณฑะเลย์ กับ สยาม ว่ามีความทันสมัย ปรับตัวเข้ากับความทันสมัยต่างกันอย่างชัดเจน ... และถ้าเราย้อนไปดูประวัติศาสตร์ของเพื่อนบ้านหลายประเทศ ก็จะพบความแตกต่างที่ว่าจริงๆ
ทุกอย่างมีสองด้านเสมอ ...
ลัทธิอาณานิคมที่ครอบโลกมา 400-500 ปี(กลมๆ) เกิดระบบโลกที่หนึ่งและโลกดิวิชั่นสองสาม.. การดูดทรัพยากรสู่ยุโรป ปรนเปรอชนชั้นครองโลก .. อ้างโน่นนี่ให้ดูดี ก็เพื่อยึดครอง เป็นเจ้านาย
แต่อีกด้านหนึ่งมันก็สร้างระบบเศรษฐกิจใหม่ การค้นพบอะไรใหม่ๆ ระบบการเงินการธนาคารการประกันภัย หุ้น ตลาดทุน ... การสำรวจพืชพรรณสัตว์แปลกๆ ทฤษฎีชีววิทยาใหม่ๆ เกิดในยุคนี้
ที่แท้ลัทธิอาณานิคมไม่ได้ล้มหายไปหลังจากสงครามโลกและต้องคืนอิสรภาพให้ประเทศต่างๆ ก่อนพ.ศ. 2500 หรอกนะครับ เพราะลัทธิอาณานิคมมันยังอยู่ภายใต้จักรวรรดินิยมยุคใหม่ - การค้าเสรียุคใหม่ - การศึกษายุคใหม่
รากเหง้าปรัชญาของมันคือดึงดูดทรัพยากรและความมั่งคั่งไปปรนเปรอประเทศเจ้านาย - แบบเดิมเปี๊ยบ แค่เปลี่ยนวาทกรรมและรายละเอียดให้ดูเนียนๆ เท่านั้น
ซึ่งต่างจากแนวคิดการแผ่ขยายอิทธิพลของจีน
OBOR ก็คือ จงกั๋วแห่งศตวรรษ 21
ถนนทุกสายมุ่งสู่จงกั๋ว คล้ายเมื่อสองพันปีก่อนที่เคยทอดยาวสู่โรม หากแต่ถนนยุคนี้ จงกั๋วกระจายทุนและคนของตนออกไปหากินและตักตวง



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 0 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน