ตอนที่ 5 : สร้างพระเจ้าองค์ใหม่

พรุ่งนี้ผมจะนำนิทานเรื่องใหม่ เรื่อง "แหกคอก" มาลงให้อ่านกันนะครับ เป็นเรื่องเกี่ยวกับนักล่าเหมือนเดิม ยาวประมาณ 12 ตอน อ่านเรื่องใหม่นี้แล้ว ถ้าท่านผู้อ่านกลับไปอ่านนิทานเรื่อง มายากลยุทธอีกรอบ จะทำให้อ่านสนุก และเข้าใจกลยุทธนักล่ามากขึ้น...
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13543
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

ตอนที่ 5 : สร้างพระเจ้าองค์ใหม่

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 24 พ.ค. 2015 12:49 pm

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
นิทานเรื่องจริง เรื่อง " แหกคอก "

ตอนที่ 5 : สร้างพระเจ้าองค์ใหม่
10426731_842190215809460_8406405908839586754_n.jpg
10426731_842190215809460_8406405908839586754_n.jpg (21.36 KiB) เปิดดู 471 ครั้ง

หลัง Anglo American Establishment กอดคอจับมือกันชัดเจน เมื่อประมาณ ค.ศ.1890 ทั้ง 2 ฝ่าย ร่วมกันสร้างกลไก สร้างระบบด้านการเงินการธนาคารเป็นอันดับแรก เพื่อเอาตัวเองนำหน้าชักใยรัฐบาล และลดบทบาทของประเทศ

ระบบธนาคารกลาง เกิดขึ้นครั้งแรก เมื่อปี ค.ศ.1694 ที่อังกฤษ เป็นการรวมตัวกันของ เครือข่ายธนาคารกลางนานาชาติ ซึ่งไม่ได้เป็นของรัฐ แต่เป็นของเอกชน ! มีผู้ถือหุ้นเป็นเอกชนคนโคตรรวย ธนาคารกลางนี้เป็นผู้อนุญาตให้รัฐบาล (จำกันให้ดี เงินเป็นใหญ่กว่ารัฐบาล มาตั้งแต่ ค.ศ.1694 แล้ว !) ในการพิมพ์ธนบัตร เงินสกุลต่างๆ ของแต่ละประเทศ โดยอนุญาตให้กำหนดอัตราดอกเบี้ย และทำกำไรจากดอกเบี้ยนั้น ธนาคารกลางเหล่านี้ เป็นผู้ให้เงินกู้แก่รัฐบาล และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม เท่ากับควบคุมลูกค้าใหญ่ 2 กลุ่ม 2 ขาของประเทศไปพร้อมๆ กัน ต่อมาภายหลังประมาณ ปี ค.ศ.1930 ธนาคารกลางเหล่านี้ พร้อมใจกันอยู่ในระบบที่พวกตัวเองสร้างขึ้น เรียกว่า Bank for International Settlements (BIS) ตั้งอยู่ที่เมือง Basle ในสวิสเซอร์แลนด์ เป็นธนาคารของเอกชนเช่นเดียวกัน ทำหน้าที่เป็นธนาคารกลางของเหล่าสมาชิกซึ่งเป็นธนาคารกลางต่างๆ (เขียนแล้วมึนเอง คนอ่านก็คงมึน) เอาแบบง่ายๆ BIS ธนาคารกลางตัวแม่นี้ถือหุ้นโดย ธนาคารกลางตัว ลูกๆ ทั้งหลาย ธนาคารกลางตัวลูกก็ถือหุ้นโดยพวกเอกชนคนโคตรรวยอีกต่อหนึ่ง สรุปว่า พวกคนรวยลงทุนลงขันกันเอง เพื่อตั้งธนาคารกลาง และไม่ให้ใครมายุ่ง เขาดูแลเงินของเขากันเอง ตั้งกฎกติกาเอง โดยให้แม่ BIS คุม รัฐบาลได้แต่ทำตาปริบๆ ดู หน้าจ๋อย มือกุม ก้มหน้า รับคำสั่งรับอำนาจมาจากคนรวยอีกทีหนึ่ง เข้าใจไหม คนรวยใหญ่กว่ารัฐบาล ถึงพูดกันว่าเงินเป็นพระเจ้า

ระบบธนาคารกลางนี้ หลังจากเกิดขึ้นครั้งแรกที่ London ไปได้สวย คนรวยติดใจ จึงขยายตัวข้ามมาในทวีปยุโรปตะวันตก และกระจายทั่วไปในทวีปยุโรป การปฏิวัติในฝรั่งเศส ทำให้นโปเลียนขึ้นมามีอำนาจ และยอมให้บรรดานายทุนที่รวมตัวกันให้เงินกู้นโปเลียนไปทำการปฏิวัตินั่นแหละ จับมือร่วมกันจัดตั้งธนาคารในฝรั่งเศสขึ้น เป็นธนาคารส่วนบุคคล ที่พวกนายทุนนี้ควบคุมกันเอง รัฐบาลไม่เกี่ยว ธนาคารนี้เป็นต้นกำเนิดของตระกูลโคตรรวยทางฝั่งยุโรป คือ ตระกูล Rothshilds ชาวยิวในยุโรป ซึ่งขยายธุรกิจการเงินของตระกูล โดยการตั้งธนาคารใน London, Paris, Frankfurt, Vienna และ Naples ทำให้ตระกูลนี้ยิ่งรวยเละขึ้นไปอีก และยิ่งรวยเพิ่มขึ้น จากการไปถือหางทุกฝ่ายในการรบทุกครั้งของนโปเลียน (ต้นกำเนิดของการถือไพ่ทุกใบในการต่อสู้ มีเงินซื้อไพ่ทุกใบ มีไพ่ให้เลือกเล่นแยะ เล่นยังไงก็ชนะ ยกเว้นโคตรโง่ หรือ โคตรเลว จนเทวดาบอกมีเงินมากมายมหาศาลแค่ไหนก็ช่วยอะไรพวกเจ้าไม่ได้ ตัวอย่างกำลังมีให้เห็นในบ้านเรา !)

นาย Carroll Quigley นักประวัติศาสตร์ นักทฤษฎี เจ้าความคิดกำเนิดแห่งศิวิไลย์ของมนุษยชาติ แห่งมหาวิทยาลัย Georgetown เขียนไว้ในหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งบรรดาสาวกทั้งหลายถือเป็นคัมภีร์ ชื่อ Tragedy and Hope บอกว่าในช่วง ค.ศ.18101850 พวกวาณิชธนกิจใน London ได้สร้าง ธนาคารแห่งอังกฤษ (Bank of England) ตลาดหุ้นและตลาดเงินแห่ง London และไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็ขยายธุรกิจ โดยการสร้างธนาคารย่อยในระดับเมืองต่างๆ ดำเนินกิจการ ในรูปแบบของธนาคารพาณิชย์ และธนาคารออมสิน รวมทั้งทำธุรกิจประกันภัย ธุรกิจ 3 อย่างนี้ มันหมุนเงิน สร้างเงินในตัวของมันเองตามวงจร เขาจึงรวมธุรกิจพวกนี้ไว้ด้วยกัน ในระดับที่ใหญ่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนเป็นระดับระหว่างประเทศ จากเมืองไปสู่ประเทศ และด้วยวิธีนี้พวกเขาสามารถชักใย ควบคุมการไหลเข้าออก ของเงินระหว่างประเทศ แน่นอนการดำเนินการแบบนี้ ถึงแม้ในบางครั้งอาจจะควบคุมไม่ได้เบ็ดเสร็จ แต่ก็เรียกว่ามีอิทธิพล เหนือทั้งรัฐบาลและธุรกิจอุตสาหกรรม เงินไม่มี กิจการต่างๆไม่ว่าทางการเมืองหรือธุรกิจก็เป็นง่อยเรียบร้อย ตรงไปตรงมา ไม่ต้องฉลาดมากก็คิดได้ ขอให้มีเงินไว้ก่อน !

ในขณะเดียวกัน ทางอีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแอตแลนติก ในอเมริกาก็มีการรวมตัวของกลุ่มธนาคารและธุรกิจอุตสาหกรรมในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน โดยพวก Morgans, Astors, Vanderbilts, Rockefellers และ Carnegies กลุ่มทุนพวกนี้ก็เริ่มครอบงำอุตสาหกรรมทั้งหมด ตลอดศตวรรษที่ 19 และต่อมาผลประโยชน์ของนายทุนทั้ง 2 ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติคก็เชื่อมโยงกัน คนมีเงินก็ย่อมเลือกที่จะคบกับคนมีเงินด้วยกัน Anglo American Establishment ก็เกิดขึ้น

คนรวยมีเงินแล้วก็อยากมีอำนาจ เป็นโรคเดียวกันทั้งนั้น ไม่มีใครต่างกัน กลับมาดูคนรวยที่อังกฤษ พวกคนรวยในอังกฤษเริ่มจับกลุ่มรวมตัวกัน เพื่อแสดงอิทธิพลของตนในระดับชาติ ช่วงนั้นนักล่าแถบนั้น กำลังรุมทิ้งเหยื่ออยู่แถวอาฟริกา ซึ่งเกือบทุกประเทศในอาฟริกา ยกเว้นเอธิโอเปีย ตกเป็นอาณานิคมของนักล่าผมทองจากอังกฤษและยุโรปทั้งสิ้น นักล่าที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุคนั้นคือ นาย Cecil Rhodes นักล่าชาวอังกฤษเป็นคนลงไม้ลงมือล่า แต่กระเป๋าที่อุดหนุนให้เขาปฏิบัติการล่า คือ ตระกูล Rothshilds ซึ่งในช่วงนั้น เป็นแหล่งเงินทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลก นาย Cecil Rhodes เป็นคนสุดโต่งอีกคนหนึ่ง เขามองว่าอเมริกายังเป็นอาณานิคมของจักรภพอังกฤษอยู่ จะปล่อยให้มาทำท่ารวยยะโส เดินหน้าเชิด เทียบชั้นกับอังกฤษ เจ้านายเก่าแบบนี้น่ะ มันจะมากไปหน่อยไหม นาย Rhodes มองตัวเองไม่ใช่แค่เป็นนักล่าเงินรางวัล แต่เขาเป็นนักสร้างอาณาจักร empire builder อย่าลืมเขาสร้างเมือง Rhodesia ในอาฟริกา ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Zimbabwe

Carroll Quigley เล่าต่อไปว่า ค.ศ.1891 คนโคตรรวยอังกฤษ 3 หนุ่ม แอบพบกัน เพื่อสมคบกันสร้างสมาคมลับ 3 หนุ่มคือนาย Cecil Rhodes, William T. Stead พี่เบิ้มแห่งวงการหนังสือพิมพ์สมัยนั้น (น่าสังเกตว่า ถ้าจะทำอะไรให้ดังต้องมีสื่อยักษ์มาร่วม มิน่าเล่า มันถึงอยากเป็นสื่อใหญ่กันทั้งนั้น ถีบตัวเองขึ้นมา จนลืมจรรยาบรรณ ฐานันดรที่ 4) และนาย Reginald Baliol Brett ซึ่งเป็นพระสหายผู้ได้รับความไว้วางใจ จากพระราชินีวิกตอเรีย แห่งจักรภพอังกฤษ และต่อมาก็ได้เป็นที่ปรึกษาผู้มีอิทธิพลต่อพระเจ้า Edward ที่ 7 และพระเจ้า George ที่ 5 ปู่ของพระราชินีElizabeth ที่ 2 ของอังกฤษคนปัจจุบัน สมาคมลับนี้มีนาย Rhodes เป็นหัวหน้า และพระอันดับอีก 3 คน คือ นาย Stead, นาย Brett และคนสุดท้ายแต่มาแรง คือ นาย Alfred Milner

วัตถุประสงค์ของสมาคมลับนี้ ซึ่งต่อไปจะนำฝูงโดยนาย Alfred Milner คือจัดการให้อังกฤษปกครองไปทั่วโลก ด้วยระบบของอังกฤษ ไม่ว่าจะในด้านปกครองประชาชนหรือทำการค้า พูดให้ชัด เป้าหมายคือจัดการให้อเมริกากลับมาอยู่ในอาณานิคมของอังกฤษ ใช้ระบบอังกฤษดำเนินชีวิต และอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ แนวคิดนี้ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่ม Rothshilds และกลุ่มธนาคารต่างๆ เต็มที่อย่างลับๆ

คนเล่านิทาน
30 พค. 57

source
https://www.facebook.com/68825895786925 ... 0215809460



ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13543
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

Re: ตอนที่ 5 : สร้างพระเจ้าองค์ใหม่

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 24 พ.ค. 2015 12:50 pm

Tc Potikanon ที่ผมตกใจคือมันวางแผนกันมานาน และสามารถถ่ายทอดความสามารถและเจตนารมณ์สู่ทายาทตระกูลได้
ถูกใจ · ตอบกลับ · 7 · 30 พฤษภาคม 2014 เวลา 21:21 น.

Boonyapa Ddc ใช่ค่ะ แปลกใจและทึ่งมาก หลายคนไม่ได้เป็นgenerationแรก แต่เป็นรุ่นสองสามแล้ว แต่ความคิด การปฏิบัติและเป้าหมาย ยังเดินตรงแน่วแน่ไม่แปรเปลี่ยน ไม่สงสัย ไม่ลังเล (ที่สงสัย/ลังเล ก็ถูกทำให้หายไปจากโลก) CFRทำได้อย่างไร คิดถึงภาพยนต์เรื่อง ดิ อินเซ็บชั่น (ถ้าจำผิดก็ขออภัยนะคะ ไม่ไ้ด้เป็นแฟนหนังฝรั่ง) ที่ใช้วิธีการเปลี่ยนแปลงจิตใต้สำนึก. ของคน เพื่อหวังผลต่อพฤติกรรม ให้ได้ตามต้องการ. รูปแบบซีเรียโมเดล ก็คล้ายๆกันนะคะ
ถูกใจ · 4 · 8 มิถุนายน 2014 เวลา 21:20 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋นระดับโลก
ผมมองว่า การที่เขาสืบทอดกันได้เป็น generation น่าจะต้องมีอย่างน้อย 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือขบวนการของ CFR เอง ที่วางแผนฟอกย้อมไว้อย่างดีเยี่ยม ไปจนถึงการคัดเลือกบุคคลที่จะมาเข้าร่วมขบวนการ ปัจจัยที่สอง คือตัวบุคลคลที่ถูกคัดเลือก เปรียบเหมือนเมล็ดพันธ์พืช ว่าจะ "ชอบ" หรือ "เห็นพ้อง" กับสิ่งที่ CFR ใส่เข้าไปในหัวเขามากน้อยเพียงใด ถ้า ชอบ หรือ เห็นพ้อง เมล็ดพันธ์ น้ัน ก็จะโต และสืบทอดกันต่อไป แต่สมมุติ ว่า เขามาเลือกเมล็ดพันธ์ อย่าง ผม (สมมุติว่า ผม มีคุณสมบัติอย่างที่เขาต้องการนะครับ) ที่ไม่เห็นพ้องกับปรัญชา และวิธีการของ CFR นอกจากเมล็ดจะฝ่อ แล้วอาจจะทำให้ขบวนการเขารวนได้อีก
ถูกใจ · 5 · 8 มิถุนายน 2014 เวลา 21:57 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต หันหลังจะพบฝั่ง จะค้านอำนาจพวกนี้ได้คงต้องใช้พลังของศาสนาและศรัทธาอย่างแรงกล้าที่จะโค่นล้มนายทุนพวกนี้
ถูกใจ · ตอบกลับ · 5 · 30 พฤษภาคม 2014 เวลา 21:51 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวงหลอกล่อ ลงหม้อตุ๋นระดับโลก อิหร่าน ใช้วิธีดังกล่าว สำเร็จ แต่ เหนื่อยยาก แต่เขายังสู้ต่อ
ถูกใจ · 8 · 1 มิถุนายน 2014 เวลา 0:17 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Peter AU เหนือกระดาษ ก็ยังมีซาลาเปา...ตอนแรก เห็นเมกาบุกอิรัก..นึกว่าอังกฤษเป็นลูกสมุนซะอีก..
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 31 พฤษภาคม 2014 เวลา 12:24 น.

Rahtgarn Paunpimon
การจะเอาชนะเรื่องนี้ได้คุณต้องมีระบบใหม่ที่ดีกว่า
ระบบที่เคยใช้ต่อสู้ระบบหนึ่งคือคอมมิวนิสต์
แต่เนื่องจากว่าสมัยก่อนระบบคอมพิวเตอร์ยังไม่พัฒนาระบบนั้นจึงยังแพ้กลไกตลาด...ดูเพิ่มเติม
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 30 พฤษภาคม 2014 เวลา 23:02 น.

Tc Potikanon สำคัญคือผู้นำสูงสุดแหละครับที่จะคุมหล่ยตระกูลยังไงไม่ให้แตกแถวหรือขัดขากันเอง
ถูกใจ · ตอบกลับ · 8 มิถุนายน 2014 เวลา 22:01 น.


ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron