https://www.facebook.com/kittitouch.cha ... h?fref=ufi" />

มองเตสกิเออร์: ประชาธิปไตย แบบแบ่งแยกอำนาจเป็น 3 ฝ่าย และ การบิดเบือนประชาธิปไตยในปัจจุบัน

ผู้วิจารณ์ยิวและอเมริกา อย่างถึงพริกถึงขิง
อ่านสนุก ได้ความรู้
https://www.facebook.com/kittitouch.cha ... h?fref=ufi
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13555
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

มองเตสกิเออร์: ประชาธิปไตย แบบแบ่งแยกอำนาจเป็น 3 ฝ่าย และ การบิดเบือนประชาธิปไตยในปัจจุบัน

โพสต์โดย admin » เสาร์ 23 ธ.ค. 2017 8:25 pm

Kittitouch Chaiprasith ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 14 ภาพ
1 กันยายน เวลา 15:22 น. ·
มองเตสกิเออร์: ประชาธิปไตย
แบบแบ่งแยกอำนาจเป็น 3 ฝ่าย และ
การบิดเบือนประชาธิปไตยในปัจจุบัน
--------------------
21191901_1555904851140335_3717165397574965747_n.jpg
21191901_1555904851140335_3717165397574965747_n.jpg (17.71 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง

- การที่ทักษิณ ชินวัตรนำเอาคำพูดของ
มองเตสกิเออร์มาพูดเพื่อทำให้ดูเหมือนว่า
การอ้างนักคิดตะวันตกผู้มีชื่อเสียงจะทำให้
คำพูดของตนดูน่าเชื่อถือและมีหลักการนั้น
ดูจะเป็นเรื่องห่างไกลความจริงพอสมควร

- แน่นอนว่าช่วงวันสองวันที่ผ่านมานั้น
มีคนถกเถียง-ตอบโต้-เล่นคำกับทักษิณ
อยู่เป็นจำนวนไม่น้อย แต่โดยส่วนตัวผม
คิดว่าสิ่งเหล่านั้นไม่เป็นสาระเท่าไรนัก
เพราะมันก็จะจบลงแค่การโต้ตอบกัน
ทางการเมืองแบบใช้โวหารเท่านั้น

ผมจึงเขียนบทความที่ค่อนข้างยาวอันนี้ขึ้นมา
(อันนี้บอกเลยนะครับว่าตั้งใจเขียนและยาวจริง
เนื่องจากเนื้อหามันมีเยอะ ที่เขียนนี่ก็คือย่อแล้ว)

- เกี่ยวกับแนวคิดอันโด่งดังของมองเตสกิเออร์
เรื่อง "การแบ่งแยกอำนาจ" ซึ่งมองเตสกิเออร์
ก็ไม่ใช่คนแรกที่คิดเรื่องนี้หรอก แค่พอดีแกพูด
แล้วมีคนฟัง/อ่านเยอะ แกก็เลยได้เครดิตไป

โดยบทความในวันนี้ประกอบด้วยหัวข้อ...

1. รูปแบบและสาระของการปกครอง
2. วัฎจักรของระบอบการปกครอง
3. ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอม
4. ประชาธิปไตยแบ่งแยกอำนาจ
5. การบิดเบือนประชาธิปไตย
ตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

(โดยสหรัฐอเมริกาและพันธมิตร
ผ่านนักวิชาการและนักการเมือง
ในประเทศกำลังพัฒนา)

- เพื่อให้เข้าใจว่าประชาธิปไตยคืออะไร
และประชาธิปไตยถูกบิดเบือนและใช้เป็น
เครื่องมือทางการเมืองเพื่อสรา้งภาพให้
กับคนบางกลุ่มได้อย่างไรกัน....

(ไม่ใช่เพียงแต่ท่องจำคำพูดเท่ๆ
หรือประโยคสวยๆ เกี่ยวกับประชาธิปไตย
แบบนกแก้วนกขุนทองกันแบบที่ผ่านๆ มา)

-------------------
1. รูปแบบ (form) และสาระ (essence)
ของระบอบการปกครองแต่ละประเภท
-------------------

นักปราชญ์กรีกอย่าง Plato+Aristotle หรือ
Polybius นั้นได้ทำการศึกษาประวัติศาสตร์
ของมนุษย์ชาติในอดีตและพยายามเขียนสรุป
เกี่ยวกับรูปแบบการปกครองที่ผ่านๆ มา

โดยรูปแบบ (form) การปกครองตั้งแต่อดีต
อาจถูกแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ดังนี้

A. ปกครองโดยอำนาจตัดสินใจอยู่ที่
"บุคคลเพียงคนเดียว" (โดยมีสภาที่ปรึกษา
ฝ่ายต่างๆ คอยให้คำปรึกษาด้านต่างๆ อีกที)

B. ปกครองโดยอำนาจตัดสินใจอยู่ที่
"คณะกลุ่มบุคคลชั้นนำ" ซึ่งเป็นผู้นำสังคม
เช่น พ่อค้า นักธุรกิจ การทหาร นักสร้างเมือง
ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม
ที่มักเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐชาตินั้นๆ

C. ปกครองโดยอำนาจตัดสินใจอยู่ที่
"ผู้นำที่ได้รับเลือกจากมวลชน" ซึ่งสะท้อน
เสียงข้างมากและความรู้สึกของสังคมช่วงนั้น

*** ทั้ง 3 รูปแบบ นี้เป็นเพียงรูปแบบเท่านั้น
*** ทั้ง 3 รูปแบบ มีทั้งผู้ปกครองที่ดีและไม่ดี
...............................

ถ้าผู้ปกครองที่รวมอำนาจและบริหาร
บ้านเมืองเพื่อประโยชน์สุขสาธารณะ
จะเรียกชื่อแบบที่ 1 แต่ถ้าผู้ปกครอง
ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง
ก็จะถูกเรียกเป็นแบบที่ 2 ดังต่อไปนี้...

ปกครองโดยอำนาจอยู่ที่บุคคล
A-1 ระบบราชาธิปไตย (Monarchy)
A-2 ระบบทรราชย์ (Tyranny)

ปกครองโดยอำนาจอยู่ที่กลุ่มบุคคล
B-1 อภิชนาธิปไตย (Aristocracy)
B-2 คณาธิปไตย (Oligarchy)

ปกครองโดยอำนาจอยู่ที่ตัวแทนมวลชน
C-1 ประชาธิปไตย (Democracy)
C-2 ฝูงชนธิปไตย (Ochlocracy)

*** เราจะเห็นได้ว่า #สาระ ของการปกครอง
ไม่ใช่ "รูปแบบการปกครอง รูปแบบนั้นไม่ใช่
ตัวที่บอกว่าสังคมจะดีหรือไม่ดีแต่ประการใด
แต่อยู่ที่คุณภาพและจริยธรรมของผู้ปกครอง
ว่ากระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมหรือตนเอง

(เนื้อหาดั้งเดิมจะใช้ด้านดีของมวลชนคือ
Polity และด้านเลวทรามคือ Democracy
แต่ภายหลังมีการเปลี่ยนศัพท์/คำแปลใหม่
ใช้ Democracy มาแสดงถึงด้านดีงามแทน
แล้วด้านเลวไปใช้คำว่า Ochlocracy แทน)
............................

หมายเหตุ: อันนี้เพิ่มเติมให้เล็กน้อยนะครับ
ที่คนจำนวนมากในสังคมไทย ท่องจำกันมา
ว่า "ประชาธิปไตยไม่ได้ดีที่สุดแต่เป็นระบบ
ที่เลวน้อยที่สุด" เพื่อจะบอกว่าเราต้องใช้แต่
ประชาธิปไตยเท่านั้น อันนี้คือ ความเข้าใจที่
ไม่ครบถ้วนและถูกตัดตอน...

- เพราะนักปรัชญาบอกไว้มากกว่านั้นก็คือ
อำนาจอยู่ที่คนเดียวถ้าคนๆ นั้นเป็นปราชญ์
และยึดถือคุณธรรม ก็จะเลือกใช้งานคนที่ดี
เหมาะสมและคิดถึงประชาชนเป็นสำคัญ
ดังนั้นนี่จึงเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพที่สุด

(จริงๆ คำว่าดีในที่นี้หมายถึงประสิทธิภาพ)

- ถ้าเทียบกับประชาธิปไตยที่อำนาจตัดสินใจ
กระจายอยู่กับคนจำนวนมาก มัวแต่เถียงกัน
บางทีอะไรที่ดี ก็โดนคนเลวดึง ขัดแข้งขัดขา
สุดท้ายก็ไม่ได้ทำอะไรสักอย่าง จึงเป็นระบบ
ที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน
ก็มีความ #เสี่ยงน้อยที่สุด เนื่องจากอำนาจนั้น
กระจายไปกับมวลชน ถ้าเทียบกับผู้นำคนเดียว
ที่ถ้าดีก็ดีไปเลย ถ้าเลวก็ทำสังคมฉิบหายไปเลย

- เทียบกันง่ายๆ ครับระหว่างตระกูลคิม
แห่งเกาหลีเหนือกับตระกูลลีแห่งสิงคโปร์
ในความเป็นจริง ผู้นำสองประเทศนี้เป็นพวก
อำนาจนิยมชัดเจนรวบอำนาจบริหารไว้หมด
แต่ประเทศหนึ่ง คิดถึงส่วนรวมเป็นหลัก
สามารถพลิกประเทศจากไม่มีอะไรเลย
ให้กลายมาเป็นประเทศร่ำรวยใน 30 ปี
อีกประเทศคิดถึงอำนาจและพวกพ้อง

- นั่นคือตัวอย่างที่บอกว่าระบบแบบนี้
ถ้าดีก็ดีที่สุด แต่ถ้าเลวก็เลวที่สุดเช่นกัน
ตรงกันข้ามระบอบที่อำนาจอยู่ที่ตัวแทน
ของมวลชน แม้ว่าจะมีประสิทธิภาพน้อย
แต่ความเสี่ยงต่อความฉิบหายก็น้อยด้วย

นั่นคือที่มาของคำว่า...
"ประชาธิปไตยเป็นระบบที่เลวน้อยที่สุด"
(และเป็นระบบที่มีประสิทธิภาพน้อยที่สุด)

- ซึ่งสังคมยุคใหม่ที่มีความซับซ้อน
หรือประเทศชาติที่มีขนาดใหญ่โตมาก
การรวบอำนาจไว้ที่เดียวค่อนข้างเสี่ยง
ดังนั้นการกระจายอำนาจจึงเป็นตัวลด
ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นในการปกครอง

(แต่ประเทศที่มีขนาดเล็กมากๆ อย่าง
สิงคโปร์หรือบรูไนอาจไม่เห็นความจำเป็น)

-------------------
2. วัฎจักรของระบอบการปกครอง
(Anacyclosis / Anakyklosis)
-------------------

- นอกจากที่การปกครองทั้ง 3 รูปแบบ
จะไม่ได้มีอะไรดีกว่าอะไร แต่ขึ้นอยู่กับ
สาระหรือการกระทำของผู้ปกครองและ
นอกจากที่ประชาธิปไตยจะเป็นเพียงแค่
รูปแบบการปกครองรูปแบบหนึ่งเท่านั้นแล้ว
รูปแบบทั้ง 3 ที่ว่ามา ยังไม่ได้ต่างคนต่างอยู่
แต่มีความสัมพันธ์ในลักษณะที่เป็น #วัฎจักร

- เพลโต นักปราชญ์ชาวกรีกได้บรรยาย
ความเป็นวัฎจักรไว้ในงาน The Republic
โดยเรียกมันว่า Kyklos / κύκλος (วัฎจักร)
Polybius รัฐบุรุษและนักประวัติศาสตร์ชาวกรีก
เรียกวัฎจักรนี้ว่า Anakyklosis / ἀνακύκλωσις
ซึ่งทั้งสองคำมีความหมายเดียวกัน คือสื่อถึง...

#ความเป็นวัฎจักรของการเมืองการปกครอง

https://en.wikipedia.org/wiki/Anacyclosis

*** สิ่งนี้ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ นักปรัชญาคิดเอง
หรือมโนมาจากความว่างเปล่า แต่พวกเขา
ได้เฝ้ามองประวัติศาสตร์มนุษยชาติแต่ละยุค

- ตั้งแต่อดีตก่อนที่สังคมจะเกิดขึ้นมา
มนุษย์แต่ละพวกต่างคนต่างอยู่ แย่งชิง
เข่นฆ่ากัน จนรู้สึกว่าอยู่แบบนี้ต่อไปไม่ไหว
ก็เริ่มคิดว่าจะต้องสร้าง "กฎระเบียบ" ขึ้นมา
เพื่อป้องกันการแก่งแย่ง เข่นฆ่าตามใจชอบ

อันนี้คือ #คุณธรรม (Virtue) เบื้องต้น
ของการอยู่ร่วมกันในสังคมตั้งแต่อดีต

- เมื่อมีสังคมขึ้นมาก็ต้องมีผู้ปกครอง/ผู้นำ
ผู้นำในอดีตก็คือ เหล่าหัวหน้าเผ่าหรือกษัตริย์
ที่มักจะเป็นนักรบที่มีความเข้มแข็งและรวมผู้คน
เพื่อให้ป้องกันศัตรูจากสังคมอื่นที่จะปล้นชิงได้

- ในตอนแรก ผู้ปกครองทุกคนที่ได้รับเลือก
ก็มักเป็นผู้ปกครองที่ประชาชนให้การยอมรับ
(สิ่งนี้ Max Weber นักสังคมวิทยาชาวเยอรมัน
เรียกมันว่า สิทธิอำนาจ/Authority ซึ่งหมายถึง
ความชอบธรรมที่สังคมมอบให้แก่ผู้ปกครอง)

- เริ่มแรกผู้ปกครองที่รวมสังคมได้นั้น
ต้องสามารถจัดการกับความยุ่งเหยิงได้
และได้รับการยอมรับจากผู้คนในสังคม
แต่เมื่อผู้ปกครองนั้นปกครองไปนานเข้า
#ความเสื่อมทราม (corruption) ครอบงำ
จนเกิดการกดขี่และรังแกผู้ใต้การปกครอง

(อาจจะไม่ได้เป็นที่รุ่นแรก แต่เป็นในรุ่นต่อมา)

- ทำให้บรรดาชนชั้นนำที่เคยสนับสนุนผู้นำ
เริ่มเกิดความไม่พอใจ และคิดว่าถ้าปล่อยไป
สังคมจะอยู่ไม่ได้ ผู้คนจะลุกขึ้นมาหยิบอาวุธ
และเข่นฆ่ากันอีกเป็นการใหญ่ถึงขั้นล่มสลาย
จึงได้พยายามดึงอำนาจลงมาจากผู้ปกครอง
ให้มาอยู่ที่ "คณะกลุ่มบุคคล" เป็นผู้ตัดสินใจ

- และก็เช่นเดียวกันเมื่อเวลาผ่านไปนานเข้า
คณะกลุ่มบุคคล ที่เข้ามาแก้ไขปัญหาสังคม
ไม่ว่าจะเรื่องวางระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ
หรือพัฒนาสังคมให้เจริญรุ่งเรืองด้านต่างๆ
ก็จะเริ่มตกสู่ความเสื่อมทรามเช่นเดียวกัน

กลายเป็นกลุ่มคนที่เห็นแต่ประโยชน์พวกพ้อง
หรือชนชั้นนำที่เป็นพรรคพวกของตนเองเท่านั้น

- ทำให้ผู้นำประชาชนที่อยู่ใต้การปกครอง
ลุกขึ้นปลุกระดมมวลชนที่ไม่พอใจชนชั้นนำ
จากนั้นก็ดึงอำนาจลงมาให้กับตนเองในฐานะ
ผู้นำของมวลชน (ตัวแทนเสียงข้างมาก) อีกที

- ซึ่งในตอนแรกผู้นำ/ตัวแทนของมวลชนนั้น
ก็คิดเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือทำให้สังคม
มันเดินหน้าต่อไปได้ ก่อนที่เวลาผ่านไปเช่นเดิม
สังคมเริ่มเกิดความเสื่อมทราม มวลชนหลงใหล
กับวาทกรรมของผู้นำที่อ้างว่าเป็นตัวแทนมวลชน
แต่ทำเพื่อประโยชน์ของตนและพวกพ้องเช่นเดิม

#ไม่ต่างอะไรกับทุกๆระบบที่ผ่านมาก่อนหน้านั้น...

...............................

*** ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องกันไป

จาก Monarchy ไปสู่ Tyranny
จาก Aristocracy ไปสู่ Oligarchy
จาก Democracy ไปสู่ Ochlocracy

- สุดท้ายเมื่อสังคมประชาธิปไตยมวลชน
ที่ประชาชนและตัวแทน ไม่ได้คิดหรือทำ
เพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่คิดเพื่อตัวเอง
และพวกพ้องหรือกลุ่มก้อนของตนเท่านั้น

สังคมก็จะเริ่มเข้าสู่ความล่มสลายอีกครั้ง
สังคมจะแตกแยก ปัญหาจะเกิดมากมาย
คนคิดถึงแต่ตัวเองและไม่มีจิตสำนึกร่วม

ในตอนนั้นผู้คนในสังคมก็จะเริ่มแสวงหา
#ผู้นำเด็ดขาดที่ทำเพื่อประโยชน์สาธารณะ
ที่เข้ามารวบอำนาจและแก้ไขปัญหาให้สังคม
แล้วกระบวนการก็วนเข้าสู่วัฎจักรเดิมอีกครั้ง....
...............................

- ป.ล. ไม่ต่างอะไรกับฝรั่งเศสหลังการปฏิวัติ
ที่บ้านเมืองเละเทะมาก คณะปฏิวัติฆ่ากันเอง
สุดท้าย นโปเลียนที่เป็นจอมทัพผู้เกรียงไกร
ขึ้นมามีอำนาจ ตั้งตัวเป็นจักรพรรดิ ทำสงคราม
ทำให้ฝรั่งเศสสามารถยึดดินแดนมาได้มากมาย
จนกลายมาเป็นวีรบุรุษของชาวฝรั่งเศสทั้งชาติ

ทั้งที่จริงๆ การกระทำทั้งหมดของนโปเลียน
คือการเข่นฆ่าและแย่งชิงจากผู้อื่นมาทั้งนั้น
แต่คนฝรั่งเศส (ที่ท่องสโลแกนของชาติที่ว่า
เสรีภาพ เสมอภาพ ภราดรภาพ) ก็ไม่สนหรอก

*** หมายเหตุ: ในโลกแห่งความเป็นจริง
ไม่ได้หมายความว่าจะจากระบอบกษัตริย์
แล้วต้องโอนอำนาจไปสู่ชนชั้นนำก่อนที่
จะลงไปสู่ประชาธิปไตยมวชนแบบนี้เสมอ
มันอาจจะมีการ สะดุด หรือมีอะไร คั่นกลาง
แต่โดยสาระหลักๆ คือ ให้เข้าใจว่าสังคมจะ

#เปลี่ยนจากรวบอำนาจไปสู่กระจาย
#แล้วก็เปลี่ยนกลับมารวบอำนาจอีกครั้ง

ซึ่งเป็นไปตามการตอบโจทย์ของสังคม
ในแต่ละยุคสมัยนั่นเอง...
...............................

- ข้อสรุปที่ค่อนข้างเป็นสัจธรรมนี้
ไม่ต่างกันจากที่นักปรัชญา/ปราชญ์จีน
พูดถึงการเปลี่ยนผ่านสังคมในยุคต่างๆ
จากกลียุคแห่งความแตกแยก+สงคราม
ไปสู่การรวมแผ่นดินโดยผู้นำที่เด็ดขาด
ก่อนที่ผู้นำคนนั้นหรือลูกหลานก็เสื่อมลง
และโดนโค่นล้ม (นักรบไม่ใช่นักปกครอง)
ก่อนที่จะเข้าสู่ยุคของการวางระบบสังคม

- และเมื่อระบบกฎหมายและศีลธรรม
ถูกใช้จนเคร่งครัด สำนึกของผู้คนก็เกิด
ก็จะเปลี่ยนไปสู่ยุคไพร่ฟ้าหน้าใสที่รุ่งเรือง
ก่อนที่สังคมจะเริ่มเสื่อมและตกต่ำอีกครั้ง
จนเกิดความแตกแยก ทำสงครามขึ้นใหม่
และก็มีผู้นำเด็ดขาดและเหี้ยมโหดมารวม
แผ่นดินที่แตกแยกให้สงบเรียบร้อยอีกครั้ง

วนเวียนกันแบบนี้มาตลอดหน้าประวัติศาสตร์

*** ไม่ว่าจะตะวันออก-ตะวันตก ยุโรป-เอเชีย
พวกเขาก็เห็นสิ่งนี้เช่นเดียวกัน เพราะมันคือ
สัจธรรมที่เกิดมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์

-------------------
3. ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอม
และความล่มสลายของประชาธิปไตย
-------------------

- ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอม
หรือภาษากรีกคือ "Demagogue"
ผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอมจะโผล่มา
ช่วงที่ประชาธิปไตยเริ่มจะเสื่อมทรามลง
โดยคุณสมบัติของ Demagogue มีดังนี้...

- Demagogue คือผู้นำที่มาจากเสียงข้างมาก
- Demagogue คือผู้นำที่เป็นนักปลุกระดมผู้คน
- Demagogue เป็นผู้นำที่ชอบอ้างว่าเป็นตัวแทน
ของมวลชนคนรากหญ้าหรือคนระดับล่างที่ยากจน
ซึ่งพยายามจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับชนชั้นนำ/อำมาตย์
- Demagogue จะชอบอ้างชนชั้นล่างแต่การกระทำ
ที่แท้จริงจะเป็นไปเพื่อผลประโยชน์ของตนและพวก
- Demagogue จะกระทำการทำลายหลักนิติธรรม
ทำผิดกฎหมาย แต่อ้างตัวเป็นผู้แทนเสียงส่วนใหญ่

(เป็นนัยยะที่บอกว่าทำอะไรก็ไม่ผิด)

*** การขึ้นสู่อำนาจของ Demagogue นั้น
นักปรัชญาตะวันตกกล่าวว่า เกิดจากมวลชน
ที่ขาดความรู้ ใช้อคตินำ ใช้อารมณ์ความรู้สึก
ความคลั่งไคล้มากกว่าเหตุผลและข้อเท็จจริง
และสุดท้ายแล้ว Demagogue จะเป็นผู้นำที่
พาความวิบัติมาสู่สังคมประชาธิปไตยฝูงชน

(ก่อนที่สังคมจะแตกแยกและเช่นฆ่ากัน
จนต้องหาผู้นำรวบอำนาจที่ยุติความขัดแย้ง)

https://en.wikipedia.org/wiki/Demagogue
https://en.oxforddictionaries.com/definition/demagogue

ป.ล.ล่าสุดปีที่แล้วมีบทความของ TIME
ที่พยายามจะบอกว่า Donald Trump นั้น
เป็น Demagogue คนล่าสุดของอเมริกา

http://time.com/4375262/history-demagog ... ald-trump/

หมายเหตุ: คำว่า #ทรราชย์เสียงข้างมาก
(Tyranny of Majority) ก็มาจากประเด็นนี้
ในสมัยที่อเมริกาตั้งประเทศ บรรดาผู้นำชาติ
ได้ระบุไว้ให้มีการคานอำนาจของแต่ละฝ่าย
เพื่อไม่ให้เกิด Demagogue ที่เป็นตัวแทน
เสียงข้างมากที่ไม่ได้มองประโยชน์สังคม
แต่ทำเพื่อให้ตัวเองได้อำนาจอย่างเดียว

https://en.wikipedia.org/wiki/Tyranny_of_the_majority

จนเป็นที่มาของระบบ Electoral Vote
ซึ่งให้แต่ละรัฐมีตัวแทนที่จำกัด เพื่อให้
ทุกรัฐมีสมาชิกภาพเข้าร่วมเป็นตัวแทน
ไม่ใช่ให้แต่รัฐที่มีจำนวนประชากรเยอะ
ที่จะเป็นผู้นำนโยบายทั้งหมด โดยไม่สน
เสียงข้างน้อยในมลรัฐอื่นของประเทศ...

https://en.wikipedia.org/wiki/Electoral ... ted_States)

-------------------
4. ระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่:
การแบ่งแยกอำนาจและการตรวจสอบ
-------------------

- ความเข้าใจเรื่องระบอบการปกครอง
และวัฎจักรการปกครองนั้นไม่ได้สิ้นสุด
แค่สมัยกรีกเท่านั้น แต่นักปรัชญาทั้งหลาย
ในสมัยหลังยังนำความเข้าใจเหล่านี้มามอง
วิเคราะห์และพยายามเสนอแนวทางแก้ปัญหา
ที่ตอบโจทย์ของสังคมในยุคสมัยของตนเสมอ

- ไม่ว่าจะนักปรัชญาในยุคเรอเนสซอง
อย่าง Cicero หรือ Machiavelli หรือ
นักปรัชญาในยุค Enlightenment อย่าง
John Locke, Thomas Hobbes, Kant
แต่คนที่พูดและเขียนแล้วคนจำได้มากที่สุด
ก็คือ มองเตสกิเออร์ /Montesquiau นั่นเอง

- มองเตสกิเออร์และนักปรัชญาในยุคหลังนั้น
อธิบายถึงวิธีการแก้ปัญหาหรือบรรเทาปัญหา
การเปลี่ยนผ่านยุคต่างๆ (จาก Monarchy ไป
Ochlocracy และวนลูป) ไว้ด้วยหลักการที่ว่า...

ถ้าการเปลี่ยนผ่านแต่ละยุคไม่สามารถที่จะยุติได้
(เพราะมันเป็นสัจธรรม) เช่นนั้นเราก็ควรออกแบบ
ระบอบการปกครองที่ไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จไปอยู่
ที่ใดที่หนึ่งไม่ว่าจะบุคคล กลุ่มบุคคล หรือมวลชน

แต่เป็น #แบ่งแยกอำนาจ (Separation of Powers)

ออกเป็น 3 ส่วน คือภายใต้รัฐธรรมนูญ
ก็ให้ทั้งผู้นำสูงสุด ชนชั้นนำ และมวลชน
มีอำนาจเท่ากัน โดยแบ่งการปกครองเป็น

1. #ฝ่ายบริหาร ที่ผู้แทนมาจากเสียงมวลชน
เพื่อสะท้อนความต้องการของสังคมเวลานั้น

2. #ฝ่ายนิติบัญญัติ ที่มาจากสภาสูง/ Senate
ที่เป็นแหล่งรวบรวมผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่างๆ
ไม่ว่าจะเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ก่อสร้าง
ศิลปะ สื่อมวลชน ตัวแทนผู้พิการ แรงงาน ฯ
เพื่อมาพิจารณากฎหมายและการทำงานของ
ฝ่ายบริหาร ที่หลายครั้งมาจากตัวแทนที่ขาด
ความรู้ในเรื่องเฉพาะทางต่างๆ (ซึ่งถ้าเอาแต่
พวกลากมากไป สังคมก็ฉิบหายกันหมดแน่ๆ)

3. #ฝ่ายตุลาการ ซึ่งสะท้อนความเป็นรัฐ
หรือทำหน้าที่แทนผู้นำของรัฐ ซึ่งธำรงไว้
ซึ่งตัวบทกฎหมายและการรักษาความสงบ
และคอยยุติความขัดแย้งจากภาคส่วนต่างๆ
(รวมถึงสภานิติบัญญัติและสภาผู้แทนที่อาจ
มีการถกเถียงและขัดแย้งในประเด็นต่างๆ)
.........................

- ประเทศที่สะท้อนระบบนี้ได้ดีที่สุด
คือ ประเทศอังกฤษ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎร
หรือ House of Common (คณะสามัญชน)
มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ในขณะที่
House of Lord (คณะอำมาตย์/คณะขุนนาง)
มาจากการแต่งตั้งโดยตรงของสมเด็จพระราชินี

- โดยการเสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่ทำประโยชน์
ให้บ้านเมือง ขึ้นไปให้สมเด็จพระราชินีพิจารณา
ซึ่งจะประกอบด้วยบุคคลที่เป็นอดีตนักการเมือง
(กรุณาเข้าใจว่านักการเมืองอังกฤษส่วนใหญ่นั้น
คุณภาพต่างจากนักการเมืองหลายคนในบ้านเรา)

- รวมทั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ เช่น
Norman Foster สถาปนิกชื่อดังระดับโลก
ก็เคยได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวุฒิสมาชิก/Lord
เพื่อเข้าไปดูแลให้คำปรึกษาเรื่องงานออกแบบ
และการพัฒนาเมืองในมุมมองของสถาปนิกด้วย

(ก่อนที่จะลาออกเนื่องจากต้องการไปอยู่กับ
ครอบครัวในสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งตามกฎหมาย
การเป็นวุฒิสมาชิกต้องเป็นผู้อาศัยในอังกฤษ)

https://www.theguardian.com/artanddesig ... e-of-lords

(อีกคนก็คือ Richard Rogers ที่ทำงานร่วมกับ
Renzo Piano ในโครงการ Pompidou Centre)

- ถ้าเป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่สังกัดพรรคการเมือง
ก็จะไปในโควต้าของพรรคการเมือง แต่ถ้าเป็น
ผู้ทรงคุณวุฒิอิสระที่ไม่ได้สังกัดพรรคการเมือง
ก็ไปนั่งอยู่ในส่วนของ Crossbench (หมายถึง
พวกที่นั่งม้านั่งตรงกลางระหว่างสองฝั่งม้านั่ง)

- นอกจากนี้ยังมีตัวแทนของศาสนจักรอังกฤษ
(Church of England) อีก 25 คนตามจำนวน
ของสังฆมณฑลในการปกครองของศาสนจักร
โดยกลุ่มนี้จะถูกเรียกว่า "Lord Spiritual"

https://www.churchofengland.org/our-vie ... lords.aspx

*** ทั้งหมดจะเห็นได้ว่าเสียงข้างมากนั้น
เป็นเพียง 1 ใน 3 ขั้วประชาธิปไตยสมัยใหม่
ทั้งนี้เพราะระบบนี้ถูกออกแบบมาให้เกิดการ
#ตรวจสอบและถ่วงดุล (Check & Balance)
ไม่ให้อำนาจเบ็ดเสร็จกับขั้วอำนาจไหนเลย
ทั้งเสียงประชาชนข้างมาก เสียงผู้ทรงคุณวุฒิ
หรือผู้นำสูงสุด/ศาลสูง ทั้งหมดถูกแบ่งเท่ากัน
ให้เป็น 3 ขาของประชาธิปไตยสมัยใหม่ !!!!

*** ในอเมริกาหรืออังกฤษถ้าประธานาธิบดี
หรือนายกรัฐมนตรีหรือรัฐสภาทำผิดร้ายแรง
จนอาจทำให้เกิดเสียหายแก่ชาติ ศาลสูงสุด
ก็มีสิทธิคัดค้านและตีตกในเรื่องต่างๆ ได้
เพราะถือว่ามีอำนาจเท่าเทียมกัน

ส่วนจะตีตกด้วยเหตุผลใดและเรื่องอะไร
และประชาชนจะคิดเห็นอย่างไรกับเหตุนั้น
ก็ขึ้นอยู่ เหตุและผลในแต่ละกรณี รวมถึง
ความรู้+เข้าใจที่ได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง
และครบถ้วนก่อนการตัดสินใจใดๆ

(นี่คือสาเหตุที่นักปรัชญา หรือ นักสังคม
ในยุคหลังพูดกันมากเรื่องการบิดเบือนสื่อ
โดยให้ข้อมูลที่ผิดๆ กับประชาชนจนเกิด
อคติและการตัดสินใจที่เกิดความผิดพลาด
จนนำไปสู่สู่ปัญหาสังคมได้ในเวลาต่อมา...)

-------------------
5.การบิดเบือนประชาธิปไตย
หลังจากสงครามโลกครั้งที่สอง
-------------------

- เราจะเห็นได้ว่าตลอดระยะเวลาหลายปี
ของความวุ่นวายทางการเมืองในสังคมไทย
นักวิชาการไทยส่วนใหญ่ ไม่เคยออกมาพูด
หรือให้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้
ไม่เคยออกมาบอกประชาชนไทยด้วยความรู้
ที่ว่า "ประชาธิปไตย" แท้จริงเป็นเพียงรูปแบบ

การปกครองจะดีหรือไม่ อยู่ที่บุคคลที่บริหาร
ว่าทำไปเพื่อประโยชน์ของส่วนรวมหรือไม่?

(ไม่ใช่ที่ระบอบการปกครองแบบที่ท่องจำ
แบบนกแก้วนกขุนทองทั้งในมหาวิทยาลัย
ไปจน หน่วยงานราชการ ตำราเรียน หรือ
แม้แต่พวกองค์กรอิสระหรือองค์กร NGO
ก็จะท่องจำเป็นนกแก้วนกขุนทองแบบนี้)
...........................

A. ประชาธิปไตยหรือระบอบอะไรก็ตาม
เป็นเพียงเครื่องมือทางสังคมในแต่ละยุค
ไม่มีความจำเป็นต้องเทิดทูนหรือปกป้อง

*** ประชาธิปไตยเป็นเพียงแค่รูปแบบหนึ่ง
ในวัฎจักรของการปกครองเท่านั้นเอง มันมีไว้
เพื่อตอบโจทย์ต่อปัญหาของสังคมในยุคหนึ่ง
มันไม่ใช่ระบอบเทวดาที่ส่งตรงลงมาจากสวรรค์
ที่ว่าถ้าเอาประชาธิปไตยไปใช้แล้วสังคมจะดี
และสังคมจะไม่มีวันเสื่อมสลาย เพราะไม่ว่า
จะระบอบการปกครองหรืออะไรก็แล้วแต่
มันย่อมเสื่อมในตัวของมันเองในวันหนึ่ง

*** เหมือนกับเราขับรถไปยังจุดหมาย
บนเส้นทางต้องผ่านเขตแดนหลายแห่ง
มีทั้งที่อยู่ในเมืองถนนเรียบโล่งขับสบายๆ
มีทั้งที่อยู่เขตกันดานเป็นดินโคลน/ทราย
มีทั้งที่อยู่บนภูเขาที่ต้องใช้รถกำลังแรงๆ

*** การปกครองในแต่ละช่วงเวลาของสังคม
ก็มักจะมีแนวโน้มที่โน้มเอียงไปที่ขั้วใดขั้วหนึ่ง
(รวบอำนาจ-วางระบบเคร่งครัด-กระจายอำนาจ)
เหมือนกับที่เราต้องใช้รถให้ถูกประเภทของถนน

*** ถ้าเราใช้ซิตี้คาร์ที่วิ่งในเมืองไปวิ่งขึ้นเขา
วิ่งลุยดินโคลนหรือถนนลูกรัง มันก็พังทั้งคัน
ถ้าเราใช้รถ 4WD ที่วิ่งตะลุยดีๆ ไปวิ่งในเมือง
มันก็เปลืองน้ำมันและใหญ่เกะกะหาที่จอดยาก

ฉันใดก็ฉันนั้นระบอบการปกครองที่โน้มเอียง
ไปด้านใดด้านหนึ่งของสามขั้วอำนาจก็เช่นกัน
บางช่วงสังคมมีปัญหาเช่นในตะวันออกกลาง
ที่เป็นสังคมชนเผ่า ซึ่งถวิลหาผู้นำที่เด็ดขาด
ที่จะยุติความขัดแย้งของแต่ละชนเผ่าไม่ให้
ลุกขึ้นมาเข่นฆ่ากันก็คือโจทย์ของสังคมเขา

*** การเทิดทูนประชาธิปไตยหรือระบอบใด
#ไม่ต่างอะไรกับการเอารถยนต์มากราบไหว้
แล้วบอกว่าพาหนะคันนี้คือสุดยอดสิ่งดีงาม
ใครที่ขับพาหนะรูปแบบอื่นคือคนล้าหลัง
คือพวกด้อยพัฒนาที่น่าสงสารและต้อง
ได้รับการชี้นำจากผู้ขี่รถยี่ห้อหรูๆ

ป.ล.เวลาที่เห็นคนบางกลุ่มที่อ้างตัวว่า
เทิดทูนประชาธิปไตย คำก็ประชาธิปไตย
สองคำก็ประชาธิปไตย มันก็ไม่ต่างอะไร
กับพวกเศรษฐีที่ชอบอวดรถหรูของตน

*** ทั้งที่จริงแล้ว ไม่ว่าจะมอเตอร์ไซด์ ซิตี้คาร์
รถ 4WD หรืออะไรก็แล้ว มันก็เป็นแค่เครื่องมือ
ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปเทิดทูนหรือปกป้อง
ระบอบใดๆ หรือแนวโน้มทางใดในการปกครอง
มันอยู่ได้ ก็เพราะคนเห็นว่ามันใช้แก้ปัญหาได้

แต่เมื่อไรที่ผู้คนในสังคมมองเห็นว่าไม่เหมาะ
เขาก็เลือกที่จะเปลี่ยนรูปแบบพาหนะโดยสาร

*** นี่คือหลัก #สัจธรรม ของโลก
ที่ไม่ใช่แค่เรื่องการปกครองเท่านั้น
ไม่ว่าจะการตลาด งานก่อสร้าง ศิลปะ
ค่านิยม วัฒนธรรม หรืออะไรก็แล้วแต่นั้น
ถ้าเมื่อไรมันไม่คงประโยชน์ในสายตาผู้คน
สุดท้ายผู้คนก็จะล่มสลายไปเองในท้ายที่สุด

- นักวิชาการหรือนักปลุกระดมคนไหน
ที่เที่ยวมาป่าวประกาศ หรือ พูดทำนอง
ที่อ้างว่าแนวคิดที่ตนหยิบมาเทิดทูนนั้น
เป็นสิ่งวิเศษดีงามที่จะนำไปสู่ ยูโธเปีย
ที่ไม่มีวันเสื่อมสลาย ก็ไม่ต่างอะไรจาก
นักเทศก์หรือผู้นำลัทธิที่หลอกให้ผู้คน
#งมงาย ในสิ่งที่ไม่เป็นจริง เพราะยังไง
ไม่ว่าจะระบอบอะไร ก็มีจุดแข็ง-จุดอ่อน
และมีเวลาที่รุ่งเรืองและเสื่อมสลายทั้งสิ้น
...........................

B. วาทกรรม "ประชาธิปไตย"
กับการถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
เริ่มต้นขึ้นจริงๆ ตั้งแต่หลังสงครามโลก
(ครั้งที่สอง) เมื่อสหรัฐอเมริกาและยุโรป
ได้เริ่มจัดตั้งนาโต้ (NATO) หรือกลุ่มชาติ
พันธมิตรที่ชนะสงครามโลกมาพร้อมกัน

ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ใช่ชาติที่เป็น
#ประชาธิปไตยแบบสังคมนิยม หรือที่รู้จัก
ในชื่อ "ประเทศคอมมิวนิสต์" นั่นแหละครับ

*** ช่วงสงครามเย็น อเมริกาพยายาม
ใช้สื่อ Propaganda ทำให้ผู้คนเชื่อว่า
"ประชาธิปไตย" และ "คอมมิวนิสท์" นั้น
คือฝั่งตรงข้ามกัน ทั้งที่ในความจริงแล้ว
ประชาธิปไตยเป็นเพียงรูปแบบที่ได้มา
ซึ่งตัวแทนผู้เข้าไปมีอำนาจเท่านั้นเอง

ในขณะที่ค่ายคอมมิวนิสท์ก็เรียกตัวเอง
ว่าเป็น "ประชาธิปไตย" เช่นเดียวกัน !!!

- ไม่ว่าจะ เขมรแดง ซึ่งจริงๆ เป็นชื่อเล่น
แต่ชื่อจริงคือ พรรคประชาธิปไตยกัมพูชา
(Democratic Kampuchea)
- สาธารณรัฐประชาชนจีน
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
- สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนเกาหลี
(เกาหลีเหนือ) เป็นต้น
..........................

*** แต่คนทั่วไปจะเข้าใจแบบผิดๆ ว่า
ประชาธิปไตย คือตรงข้ามกับคอมมิวนิสท์
แต่ถ้าผู้ที่ศึกษาแนวคิดลัทธิคอมมิวนิสท์จริงๆ
จะทราบว่าคาร์ล มาร์กซ์มองว่าคอมมิวนิสท์นั้น
คือประชาธิปไตยที่พัฒนาไปถึงขั้นสูงสุดแล้ว...

ประชาธิปไตยแบบที่ทุกคนรู้หน้าที่มีส่วนร่วม
คนไม่มีความตระหนี่ ไม่เห็นแก่ตัว ทุกคนเป็น
คนดีมีจิตสาธารณะ ทำงานและแบ่งปันกัน
จนเกิดเป็นระบบสังคมนิยมที่คนถือสังคม
เป็นใหญ่ไม่ใช่ตัวเองที่เป็นใหญ่....

ซึ่งสิ่งนี้เป็นเพียงความฝันที่คาร์ล มาร์กซ์ฝัน
แต่ดันมีคนพยายามหยิบมาทำ และสุดท้ายก็
ล้มเหลว เพราะความฝันของคาร์ล มาร์กซ์นั้น
เป็นความฝันที่ไม่เข้าใจว่าธรรมชาติของมนุษย์
ที่มีกิเลส มีอัตตา มีความโลภ และแก่งแย่งกัน
ดังนั้นสังคมที่มาร์กซ์ฝันจึงเป็นไปไม่ได้เลย

(ถ้าใช้อำนาจรัฐเข้าไปบีบให้ผู้คนเปลี่ยนตนเอง
แต่ถ้าเป็นด้วยความสมัครใจ เช่นชุมชนศาสนา
ที่คนละทางโลกนำของมาแบ่งปันกันทำกินกัน
แบบนี้มีให้เห็นได้จริงครับ และนั้นแหละคือ
คอมมิวนิสท์ของแท้ ที่มีมาหลายพันปีแล้ว...)
..........................

*** ตัวชนชั้นนำอเมริกาเองก็รู้เรื่องนี้
เขารู้ดีว่าประชาธิปไตยสมัยใหม่คืออะไร
พวกเขาทราบดีครับ แต่พวกเขาไม่สนใจ
เพราะสำหรับอเมริกาและชาติยุโรปแล้ว
#ประชาธิปไตยเป็นเพียงวาทกรรมการเมือง

ที่ถูกสร้างภาพมาให้แสดงถึงความศิวิไลซ์
ความดีงามทีสูงส่งและเป็นค่านิยมที่ทุกคน
บนโลกใบนี้!! ต้องยึดถือ เพราะถ้าใครไม่ถือ
เท่ากับบุคคลเหล่านั้น มีทัศนคติที่แตกต่าง
จากคุณค่าความดีงามที่ตะวันตกชี้นิ้วสั่ง!!!!

และจำเป็นที่ชาติผู้นำประชาธิปไตยทั้งหลาย
จะมีความชอบธรรมในการเข้าไปแทรกแซงได้!!

*** ซึ่งถ้าใครตามอ่านการเมืองระหว่างประเทศ
ที่ผมเขียนประจำก็จะเห็นว่าผมย้ำเรื่องนี้ตลอด
เรื่องจักรวรรดินิยม หรือ Imperialism สมัยใหม่
ที่ประเทศร่ำรวย (จากการปล้นชิงประเทศอื่นไป)
ทำตัวเป็นผู้ทรงคุณธรรม อ้างหลักการอันสูงส่ง

- แต่พฤติกรรมจริงมีตั้งแต่ไปสนับสนุนการ
รัฐประหารล้มประธานาธิบดีจากการเลือกตั้ง
การลอบสังหารผู้นำประเทศที่ประชาชนเลือก
การใช้ CIA เข้าไปป่วนแกล้งทำเป็นคนของรัฐ
แล้วไปรังแกชาวบ้านเพื่อให้คนแค้นรัฐบาลนั้น
ก่อนจะใช้ NGO ปลุกระดมเพื่อให้คนออกมา
ประท้วง และตนก็จะหาความชอบธรรมเข้าไป
แทรกแซง ไปอุ้ม ไปฆ่า ผู้นำรัฐบาลเหล่านั้น

เพียงเพราะผู้นำเหล่านั้นดึงสัมปทานคืนกลับไป
ให้ประเทศ (จากที่โดนปล้นไปช่วงอาณานิคม)
หรือบ้างก็เพราะผู้นำมีท่าทีเข้ากับทางโซเวียต
หรือแข็งข้อกับอเมริกาและนาโต้ เป็นต้น
..........................

*** ประชาธิปไตยถูกใช้เป็นเครื่องมือ
สร้างความชอบธรรม โดยใช้ควบคู่กับ
กระบวนทัศน์การพัฒนาที่เป็นเส้นตรง
และทฤษฎีพึ่งพาประเทศมหาอำนาจ

กระบวนทัศน์แบบนี้คือการมองว่าโลก
มีพัฒนาการเป็น "เส้นตรงและแบนเรียบ"
มองว่าประวัติศาสตร์พัฒนาจากความล้าหลัง
ไปสู่ความเจริญก้าวหน้าทางอารยธรรมต่างๆ

*** กระบวนทัศน์ดังกล่าวดังกล่าวเป็นรากฐาน
ซึ่งสังคมยุโรปยึดถือในช่วงศตวรรษที่ 17-19
ซึ่งทำให้เกิดการสร้างสำนึกแห่งความชอบธรรม
ในการ #ล่าอาณานิคม ด้วยการมองว่าการเข้าไป
ยึดครองประเทศ (หรือทรัพยากรในประเทศต่างๆ)
ที่ยังล้าหลังด้อยพัฒนา ถือเป็นการช่วยปลดปล่อย
และนำชนชาติที่ป่าเถื่อนและไม่ศิวิไลซ์ให้เจริญขึ้น

*** สิ่งนี้เรียกว่า "White Man Burden"
หรือ #ภาระของคนขาว (ผู้ศิวิไลซ์) ที่ต้อง
เข้าไปช่วย "ปลดปล่อย" เหล่าผู้คนในสังคม
ที่ต่ำต้อย ไม่ว่าจะพวกลิงเหลืองในเอเชียหรือ
พวกนิโกรที่ถูกจับมาเป็นทาสใช้แรงงานเพื่อ
สร้างความร่ำรวยให้ชาวยุโรปและอเมริกา

http://www.dictionary.com/browse/white-man-s-burden

แต่มุกนี้ใช้ไม่ได้ผลหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2
เนื่องจากเจอกระแสต่อต้านจากประเทศที่ต้องการ
ประกาศอิสรภาพจากตะวันตก ทั้งในละตินอเมริกา
เวียดนาม แอฟริกา (เนลสัน แมนเดลา เคยโดนทาง
อเมริกาและอังกฤษขึ้นลิสท์เป็นผู้ก่อการร้ายไม่ต่าง
กับบินลาเดน เพียงเพราะเป็นผู้นำเรียกร้องอิสรภาพ)

https://www.washingtonpost.com/news/the ... 74bce47370
..........................

*** เมื่อยุโรปบาดเจ็บจากสงครามโลกแล้ว
ประเทศกำลังพัฒนาก็ลุกมาปลดแอกตัวเอง
อเมริกาซึ่งเป็นผู้นำชาติพันธมิตรก็เริ่มแสดงตัว
ด้วยเทคนิคใหม่ แต่แนวคิดเดิม คือแทนที่จะไป
ยึดครองประเทศมาเป็นอาณานิคมและเจอต่อต้าน

*** อเมริกาใช้วิธีการล่าอาณานิคม 2.0
ทำให้คนชาติกำลังพัฒนารู้สึกนิยมอเมริกา
โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางหรือพวกเยาวชน
เพราะชนชั้นล่างจะไม่อินไปกับแนวคิดลอยๆ
แต่ชื่นชอบแนวคิดทางสังคมนิยมหรือการต่อสู้
ทางชนชั้นเพื่อปลดแอกความยากจนมากกว่า

อเมริกาจึงเล็งกลุ่มเป้าหมายที่ต่างจาก
ทางค่ายสังคมนิยมที่เน้นกลุ่มคนรากหญ้า

*** อเมริกา+ยุโรปเริ่มด้วยการให้ทุนการศึกษา
และให้กลับมานิยมแนวคิดทั้งแนวคิดการเมือง
ค่านิยมการผลิต ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมหนัก
การใช้เคมีและการเกษตรเชิงเดี่ยว ที่ยิ่งทำ
ก็ยิ่งจน (คนที่รวยคือบริษัทปุ๋ยและเคมีภัณฑ์
ซึ่งให้ทุนวิจัยกับมหาวิทยาลัยในต่างประเทศ)

หรือแม้แต่การเปิดเสรีทางการเงินอย่างบ้าคลั่ง
จนทำให้เกิด วิกฤตเศรษฐกิจ และ เปิดทางให้
นักเก็งกำไรอย่างจอร์จ โซรอส เข้ามากอบโกย

เป็นต้น

*** เมื่อชนชั้นที่มีการศึกษากลับสู่ประเทศตน
คนเหล่านี้ที่มีพื้นฐานทางสังคมและการศึกษาดี
ก็มักจะได้เป็นใหญ่เป็นโตและรับตำแหน่งสำคัญ
และเอาค่านิยมกลับไปปฏิบัติ สุดท้ายประเทศนั้น
ก็ไม่มีวันที่จะพัฒนาตัวเองได้อีก เพราะคอยฟังแต่
คำสั่งของนายทุน ที่คอยเลี้ยงไข้ให้พวกเขาพึ่งพา
เทคโนโลยีหรือองค์ความรู้จากนายทุนเหล่านั้น...

เข้าข่ายยิ่งทำยิ่งจน คนรวยมีกระจุกเดียว
คนจนกระจาย เป็นทาสบริษัทยักษ์ใหญ่หมด
..........................

*** ซึ่งถ้าใครที่รู้ทันหรือคิดแข็งข้อกับนโยบายนี้
อเมริกาและยุโรปก็จะยัดข้อหาต่างๆ ให้มากมาย
ตั้งแต่ไม่เป็นประชาธิปไตย เป็นพวกอนุรักษ์นิยม
เป็นพวกล้าหลังด้อยพัฒนา ที่ขวางกระแสโลก ฯ

โดยใช้มาตรการกดดันจากภายนอกหลายอย่าง
เช่น กีดกันทางการค้า สั่งให้ประเทศอื่นคว่ำบาตร
หรือใช้มาตรการจากภายในคือหากลุ่มนักวิชาการ
ที่พร้อมจะรับใช้และขับเคลื่อนแนวคิดต่างๆ แบบ

Euro-Centric หรือ American-Centric

- คนกลุ่มนี้ซึ่งมักจะเป็นนักวิชาการที่ไม่มีคนสนใจ
อาจเป็นคนที่ไม่มีชื่อเสียงมากนัก หรืออยู่ในสาขาที่
ออกไปทำมาหากินอะไรไม่ได้นอกจากสอนหนังสือ
และต้องพยายาม #ถีบตัวเอง ให้มีชื่อเสียงด้วยการ
ยกหลักการประชาธิปไตยอันสูงส่งขึ้นมาแล้ว "โหน"
เพื่อทำให้ดูว่าตัวเองนี้เป็นถึง #ชนชั้นปัญญาชน
(Intelligentsia) ที่จะมาชี้นำสังคมและเยาวชน

คำนิยามนี้หมายถึงชนชั้นปัญญาชนทีพยายาม
จะถีบตัวเองให้แตกต่างจากชนชั้นกลางคนอื่นๆ
https://en.wikipedia.org/wiki/Intelligentsia

- โดยกลุ่มเยาวชนที่ขาดความรู้และประสบการณ์
คือเป้าหมายหลักของพวกเขา เขาสอนให้เยาวชน
ท่องคำศัพท์และประโยคเท่ๆ ที่เขาคัดลอกออกมา
จากตำราทางสังคมและรัฐศาสตร์ของตะวันตก
เพื่อสร้างมวลชนที่พร้อมจะเชื่อว่าตัวเองนั้น

คือ #ปัญญาชนหัวก้าวหน้า ที่จะมาต่อสู้
กับพวกอนุรักษ์นิยม ล้าหลัง เห็นคนไม่เท่ากัน
ไม่เป็นประชาธิปไตย ไม่เคารพสิทธิเสรีภาพ ฯลฯ

*** ลองสังเกตดูดีๆ สิครับ ว่า Keyword พวกนี้
มันถูกใช้วนๆ ซ้ำๆ อยู่ตลอดเวลาโดยคนกลุ่มนี้

ขนาดกรณีที่มีนิสิตกลุ่มนายเนติวิทย์ไปป่วนงาน
ถวายสัตย์ปฏิญญาณตนของจุฬาแล้วโดนล็อคคอ
ออกจากงาน พวกเขาก็ไปให้สัมภาษณ์ว่าเนื่องจาก
อำนาจนิยม เห็นคนไม่เท่ากัน อาจารย์คนนั้นไม่เห็น
พวกเขาเป็นมนุษย์ บลาๆๆๆ (อยากลองให้เขาป่วน
ในการแข่งขันกีฬาชนิดต่างๆ ในโลกตะวันตกบ้าง
ดูว่าเขาจะเจอแบบไหน และจะกล้าโวยแบบนี้ไหม)

http://www.bbc.com/thai/thailand-40831020
https://www.youtube.com/watch?v=kcLDBNwfi7k
https://www.youtube.com/watch?v=0vlgL6s4hmM

-------------------
บทส่งท้าย
-------------------

*** ผมเขียนมาจนถึงจุดนี้แล้ว
ผมคิดว่าผู้ที่อ่านจนจบ ก็คงเข้าใจภาพได้
ว่าปัจจุบันนี้ สังคมไทยเรากำลังเผชิญอะไร

*** เรามีปัญหาประชาธิปไตยจริงๆ ครับ
แต่เป็นปัญหาที่ว่าเราขาดความเข้าใจจริงๆ
ว่าการปกครองคืออะไร แล้วมีมันไปเพื่ออะไร
เราไปเทิดทูนเอา "เปลือกนอก" หรือ "รูปแบบ"
แทนที่จะดูสาระหรือมองที่ปัญหาจริงในสังคม

เราเดินตามเกมส์ของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคม
ที่แสดงทำตัวเป็นผู้นำลัทธิอันสูงส่ง แต่พฤติกรรม
กลับทำตรงกันข้าม และคอยส่งนักบวชในลัทธิ
เข้ามาป่วนในสังคมต่างๆ อยู่ตลอดเวลา....

และการเอามาตรฐานสังคมตนไปกำหนดคนอื่น
ก็ไม่ต่างอะไรกับพวก #คลั่งศีลธรรมจอมปลอม
ที่ตัวเองตั้งขึ้นมา แล้วชี้นิ้วสั่งให้คนอื่นทำตาม
ใครไม่ทำตามก็ยัดเยียดให้เป็นเผด็จการล้าหลัง
ที่ต้องได้รับการปลดปลอ่ยเช่นหลายประเทศ

นี่คือ ความชั่วร้ายของกลุ่มที่อ้างตัวว่าถือหลักการ
ไม่ต่างอะไรกับพวกที่เรียกตัวเองว่าเป็นฝ่ายธรรมะ
แต่พฤติกรรมกลับทำตรงกันข้ามกับสิ่งที่กระทำ!!!

*** ก็ต้องขอบคุณทักษิณที่พูดถึงมองเตสกิเออร์
ซึ่งก็ทำให้คิดว่าน่าจะถึงเวลาที่ต้องเขียนสิ่งเหล่านี้
มาให้คนในสังคมไทยได้เรียนรู้และเข้าใจกันเสียที

ประชาธิปไตยน่ะมันไม่ได้มีปัญหาหรอกครับ
แต่เป็นคนที่บิดเบือนสาระของประชาธิปไตย
และเอาวาทกรรมประชาธิปไตยไปใช้ฟอกตัว
แบบผิดๆ และอ้างแต่เสียงส่วนใหญ่ต่างหาก!

*** เพราะเสียงส่วนใหญ่ไม่ได้มารับรองว่า
การกระทำของผู้นำที่ได้รับความนิยมจะถูกต้อง
ก็เพราะเสียงส่วนใหญ่ที่ขาดการดุลอำนาจนี่แหละ
ที่ทำให้ระบบประชาธิปไตยในอดีตมันล่มสลายไป
เพราะดันไปเลือกผู้นำประชาธิปไตยจอมปลอม
หรือ Demagogue ที่มวลชนเชื่อว่าทำเพื่อเขา

แต่ในข้อเท็จจริงคือเพียงผู้นำทุจริตคอรัปชั่น
ที่หาประโยชน์ให้ตนเอง แต่มีความสามารถ
ในการควบคุมประชาสัมพันธ์และสร้างภาพ
จนทำให้มวลชนเชื่อว่าเขาคือผู้นำมวลชน
ที่มาต่อสู้เพื่อคนรากหญ้า คนยากจน

(ทั้งที่บางคนที่พูดมานั้นทั้งชีวิต
ใช้ชีวิตในฐานะชนชั้นนำมาตลอด
รวมถึงหากินกับ สัมปทานของรัฐ
จนร่ำรวยและมาเล่นการเมืองก็มี!!)
21231061_1555904907806996_7534389949565525994_n.jpg
21231061_1555904907806996_7534389949565525994_n.jpg (48.84 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21150402_1555904857807001_1314349159990620229_n.jpg
21150402_1555904857807001_1314349159990620229_n.jpg (101.6 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21077260_1555905291140291_1124510501546801729_n.jpg
21077260_1555905291140291_1124510501546801729_n.jpg (72.22 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21150187_1555905184473635_5063642996027609446_n.jpg
21150187_1555905184473635_5063642996027609446_n.jpg (26.88 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21232051_1555905074473646_5487700579236375802_n.jpg
21232051_1555905074473646_5487700579236375802_n.jpg (25.47 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21151396_1555904974473656_5094883740299430948_n.jpg
21151396_1555904974473656_5094883740299430948_n.jpg (55.4 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21231214_1555904951140325_982344656892914360_n.jpg
21231214_1555904951140325_982344656892914360_n.jpg (70.89 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21192270_1555905281140292_1087255950522127272_n.jpg
21192270_1555905281140292_1087255950522127272_n.jpg (15.85 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21192320_1555905154473638_5057010709678619330_n.jpg
21192320_1555905154473638_5057010709678619330_n.jpg (41.15 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21271160_1555905397806947_6423678106081529292_n.jpg
21271160_1555905397806947_6423678106081529292_n.jpg (51.43 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21151348_1555905284473625_4789943202140406324_n.jpg
21151348_1555905284473625_4789943202140406324_n.jpg (27.86 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21272288_1555905407806946_570885941770008543_n.jpg
21272288_1555905407806946_570885941770008543_n.jpg (95.72 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง
21192174_1555905404473613_6356901135325645053_n.jpg
21192174_1555905404473613_6356901135325645053_n.jpg (47.01 KiB) เปิดดู 3779 ครั้ง



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron