ละคร ตอนที่ 3 - ตอนที่ 4

คุณนายคลินตันกับผัว จะได้ย้ายกลับไปนอนทำเนียบขาวหรือเปล่า ถ้าได้ คงมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง... ชั้นนอนห้องใหญ่นะ เธอไปนอนห้องเล็กโน่น ....คราวนี้ฉันเป็นคนชี้นิ้วนะยะ
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13281
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

ละคร ตอนที่ 3 - ตอนที่ 4

โพสต์โดย admin » พฤหัสฯ. 21 ธ.ค. 2017 9:45 pm

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
ถูกใจเพจแล้ว · 21 พฤศจิกายน 2016 · มีการแก้ไข ·
15110931_1466422753386200_4295166242279061493_o.jpg
15110931_1466422753386200_4295166242279061493_o.jpg (123.08 KiB) เปิดดู 224 ครั้ง

"ละคร"

ตอน 3

ประมาณปีกว่ามาแล้ว เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ค.ศ.2015 Bloomberg ลงบทความชื่อ This Man Is the Most Dangerous Political Operative in America (บุคคลนี้ เป็นอันตรายที่สุดต่อวงการเมืองของอเมริกา) มันเป็นบทความเกี่ยวกับ นายสตีฟ แบนน่อน (Steve Bannon) ที่ปัจจุบันนี้ เราคงทราบกันแล้วว่า ท่านทรัมเป็ด (ยกให้เป็นท่านแล้วนะครับ กำลังจะขึ้นเป็นหมายเลขหนึ่งของพี่เบิ้ม ที่กำลังครองโลกแล้วนี่) ได้ประกาศให้เขามีตำแหน่งเป็นประธานผู้วางยุทธศาสตร์ Chief of Strategist ... หลังจากมีสื่อออกข่าวตีปลาหน้าไซ....ว่าเขาจะได้เป็น ประธานคณะทำงานของท่านประธานาธิบดี หรือ Chief of Staffs ซึ่งกลายเป็นชื่อ นาย รินซ์ พรีบัส (Reince Priebus) จากค่ายรีพับลิกันแทน

ส่วนใหญ่ คงเห็นว่าหัวหน้าคณะทำงาน น่าจะใหญ่กว่า และมีอำนาจมากกว่า เพราะจะได้คุมคนทำงานตั้งประมาณ 4 พันคน ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐอีกนับไม่ถ้วน ...แต่มันก็ไม่แน่เสมอไป ผู้วางยุทธศาสตร์ อาจเป็นคนที่อยู่ใกล้หูท่านประธานาธิบดีที่สุด สามารถชักจูง ครอบงำ ท่านประธานาธิบดีทางความคิด และกำหนดนโยบายของประเทศทางอ้อมก็ได้ ....ถ้าทำได้ขนาดนั้น ก็ออกจะน่ากลัว.... ทำให้น่าติดตามทำความรู้จักนายแบนน่อน จะได้พอรู้เค้า ว่าเขาจะจูงท่านประธานาธิบดีจอมพลิกโพลไปทางไหน

บทความของ Bloomberg ข้างต้น เล่าเกี่ยวกับนายแบนน่อนว่า เขามาจากครอบครัวผู้ใช้แรงงานชาวไอริช เป็นแคทอลิก ปลื้มเคนเนดี ปลื้มสหภาพและเป็นพวกเดโมแครต ไม่สนใจการเมืองมากนัก จนไปเป็นทหาร แล้วเห็นความเห้ของท่านประธานาธิดีจิมมี่ ถั่วเข้า เลยเปลี่ยนใจ หันมาปลื้มเรแกนแทน ... แต่ก็อีกแหละ แบนน่อนเห็นว่านักการเมือง มันก็เห้เหมือนกันทั้งนั้น ยิ่งมาเห็นไอ้คาวบอยบริหารประเทศ ช่วงปี 2008 เขายิ่งทนไม่ได้ มัน เห้ หนักเข้าไปอีก ... บ้านเมืองฉิบหายหมด...

นายแบนน่อน อ้างว่า ตอนเป็นทหาร เขาสมัครไปเป็นทหารเรือ และประจำอยู่ในเรือรบถึง 4 ปี ปฏิบัติหน้าที่อยู่แถวแปซิฟิก ไปจนถึงอ่าวเปอร์เซีย ช่วงที่อิหร่านเดินขบวนขับไล่อเมริกา และยึดเจ้าหน้าที่สถานทูตเป็นตัวประกัน ในช่วงปี ค.ศ.1979 เขาเห็นการจัดการช่วยเหลือตัวประกันแบบห่วยแตก เลยยิ่งหมดศรัทธาในผู้บังคับบัญชา

หลังจากนั้น เขาก็ย้ายมามาทำงานที่เพนตากอน เป็นผู้ช่วยหน่วยปฏิบัติการด้านกองทัพเรือ พร้อมกับเรียนปริญญาโท ด้านความมั่นคงของประเทศไปด้วย จบปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ หลังจากนั้นก็อ้างว่าเบื่อเป็นทหาร เลยไปเรียนต่อที่ Harvard Business School เมื่ออายุ 29 ปี

นายแบนน่อน บอกว่า พอตัวเองเรียนจบมา ก็เป็นจังหวะที่สวนสัตว์วอลสตรีทบูมพอดี เขาเลยรีบไปสมัครงานแถวสวนสัตว์ ไม่ได้งาน ได้แต่แห้วกลับบ้าน มีแต่คนถามว่าทหารเรือจะมาทำอะไรแถวนี้ได้วะ ...

แต่แล้ววันหนึ่ง ก็มีประกาศลงหนังสือพิมพ์ ว่า Goldman Sachs จะเปิดรับคนรุ่นใหม่ๆจากมหาวิทยาลัย เขาก็เลยไปเดินเกร่อยู่แถวงาน... ไม่มีใครสนใจเขาเหมือนเคย ...เขาเลยไปยืนเกาะบาร์กินเหล้าแทน มีผู้ชาย 2 คนมายอยด้วย เขาก็คุยบ้าบอ ด่าทอตั้งแต่เรื่องกีฬา ไปจนถึงการเมือง ไอ้ 2 คนชอบใจ เลยโม้ต่อกันจนงานเลิก

แล้วนายแบนน่อน ก็ได้ทำงานที่ Goldman Sachs สมใจ เพราะ 1 ใน 2 คนที่มาคุยกับเขาคือ นายใหญ่ของ Goldman คือ นายJohn Weinberg Jr ลูกของ Sidney Weinberg เจ้าพ่อ Goldman! ที่มาเล่าตอนหลัง ว่า ...มึงได้งาน เพราะมึงบ๊องที่สุดตั้งแต่กูเคยเจอคนสมัครงานมา...

นายแบนน่อน ทำงานที่ Goldman นิวยอร์ค อยู่หลายปี จนถึงช่วง ค.ศ.1990 กว่า Goldman ก็ให้ทุนเขาไปเปิด Investment Bank เล็กๆ แถว LA เพื่อไปหาซื้อกิจการด้านสื่อและการบันเทิง ขณะที่ช่วงนั้น นักลงทุนส่วนใหญ่อยากลงทุนในกิจการอสังหาริมทรัพย์กันทั้งนั้น แต่ Bannon & Co กลับไล่ซื้อโรงถ่ายหนัง บริษัทผลิตเทปคาสเซ็ท บริษัทผลิตฟิล์ม ผลิตแผ่นเสียง และในที่สุด เมื่อโรงถ่ายหนังใหญ่ MGM ใกล้เจ๊ง แบนน่อนก็หาเงินกู้มาลงทุนต่อ เมื่อ Polygram Records อยากทำหนังบ้าง แบนน่อนก็หาเงิน มาร่วมทุน

ในที่สุด Bannon & Co ก็แทบจะเป็นเจ้าของกิจการฮอลลีวู้ด หนังดัง ดาราดัง แม้กระทั่ง Ted Turner เจ้าของเก่าของ ซีเอนเอน ก็ต้องอาศัยบริการ ของนายแบนน่อน ซึ่งเอาเงินของ Westinghouse Electric ซึ่งบังเอิญเป็นลูกค้าของนายแบนน่อนเหมือนกัน มาร่วมลงทุน

ท่านที่อ่านนิทานรุ่นเก่า คงจำได้ Westinghouse Electric เป็นธุรกิจในเครือของตระกูลท่านร้อกกี้หินร่วง....

และท่านที่อ่านนิทานเรื่องป้ายปลอมมาแล้ว คงจำได้ว่า สัมพันธ์ระหว่าง CFR ของท่านร้อกกี้หินร่วง กับ Goldman Sachs แนบแน่นแยกกันแทบไม่ออกขนาดไหน

###############
ตอน 4

ขนาดอยู่ดีกินดี ที่ Goldman อย่างนั้น แบนน่อนกลับบอกว่า วอลสตรีท น่าจะไม่ใช่งานที่เขาอยากทำ เขาสนใจงานการเมืองมากกว่า และหลังจากเกิดเหตุการณ์ 9/11 เขาสร้างหนังสารคดีเกี่ยวกับความชั่วของประธานาธิบดีเรแกน ชื่อ In the Face of the Evil หนังเรื่องนี้ทำให้เขาเจอกับ Steven Schweizer ซึ่งเขียนหนังสือเกี่ยวกับเรแกน ชื่อ Reagan's War ที่เขาเอามาใช้เป็นบทหนัง

และหนังเรื่องนี้ ก็ทำให้แบนน่อน มาเจอกับนายแอนดรู ไบรท์บาธ (Andrew Breitbart) ซึ่งแนะนำเขาให้ เขียนบทประกอบหนังสงคราม แนวสิงห์โตกำลังคอยตะครุบเหยื่ออยู่ตรงเนินดินติดลำน้ำ... ตรงที่สมันน้อยชอบข้าม..... สมันน้อย... ตายโหง นี่มันความคิดของผมนะ เรื่องสมันน้อยตกเป็นเหยื่อนักล่าเนี่ย.....ผมไม่เคยเจอตัว ไม่เคยอ่านเรื่องของนายแบนน่อน กับนายไบรท์บาธ มาก่อนเลย ... นี่ใครอย่ามาเหมาว่าผมเป็นพวกคุณหน้าสีส้มไปด้วยล่ะ เวร....

แล้วหนังของนายแบนน่อน ก็ดังระเบิด

เมื่อนายไบรท์บาธ ทำ Breitbart website เสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการโกงกิน ของนักการเมือง และของกลุ่มทุนที่กำลังครอบงำโลก... แบนน่อนบอกว่า เขาแทบคลั่งด้วยความสะใจ.... เขาบอกว่า เขารออะไรอย่างนี้มานานแล้ว ตอนนั้น ไบรท์บาธกำลังเสนอเรื่อง Drudge Report เกี่ยวกับเด็กฝึกงานกับประธานาธิบดีคลินตัน ผ่านหน้าเวบไบรท์บาธ อย่างเป็นเรื่องเป็นราว และเป็นรายแรก โดยเขาเอามาจากการรายงานของนักข่าวชื่อ Matt Drudge ที่ออกแนวซุบซิบ ไม่ค่อยมีหลักฐาน ไบรท์บาธจึงเอามาค้นคว้าและหาหลักฐานมาประกอบ ....ส่วนแบนน่อน ก็เดินหน้าทำหนังสารคดี เปิดโปงแฉความชั่ว ของนักการเมือง รวมทั้งกลุ่มทุน ที่เลี้ยงนักการเมือง

ประมาณปี ค.ศ.2010 เวบของไบรท์บาธ ก็ดังระเบิดด้วย และไบรท์บาธ ก็ตกเป็นเป้า เขาตายระหว่างเดินเล่นอยู่ริมถนนแถวบ้าน ที่ Brentwood ผลชันสูตรบอกว่า เขาหัวใจวายเฉียบพลัน ในวัย 40 ต้นๆ หุ้นส่วนของไบรท์บาธ จึงชวนแบนน่อน ให้เข้ามาดูแล Breitbart Web แทน

หลังจากนั้น Breitbart News ก็กลายเป็นแหล่งข่าว ที่เกือบทุกสื่อ ต้องนำมาอ้างรายการวิทยุ นำข่าวของ Breitbart มาอ้างทุกวัน และในวงการก็กล่าวขานกันว่า Breitbart News มีอิทธิพลอย่างเหลือเชื่อ

ขณะเดียวกับการเข้ามาดูแล Breitbart News แบนน่อน ก็คิดโครงการใหญ่พร้อมกันไปด้วย....

เขาตั้ง The Government Accountability Institutue (GAI) ขึ้นมา เพื่อตามดูความน่าเชื่อถือในการทำงานของหน่วยงานรัฐ และเอานาย ชไวเซอร์ (Stephen Schweizer) มาเป็นผู้อำนวยการ

พวกเขาวิเคราะห์กันอยู่นานว่า เรื่องไหนที่จะทำให้ผู้คนเห็นความไม่น่าเชื่อถือของหน่วยงานรัฐ อย่างชัดเจน

แบนน่อน จ้างนักข่าว นักวิชาการมาร่วมงานอีกหลายสิบคน และหนึ่งในผู้ที่ทำงานกับ GAI ที่ให้ชื่อเพียงว่า Tony เปิดเผยว่า พวกเขาสร้างระบบที่เรียกว่า Deep Web ขึ้นมา เพื่อรวบรวมข้อมูลจากทุกสื่อ คัดเลือก และแบ่งหมวดหมู่ข้อมูลอย่างละเอียด ....ระบบนี้มีมูลค่าถึง 1.3 พันล้านเหรียญ ... แต่มันคงคุ้มค่าน่าดู เพราะข้อสรุปจากระบบนี้บอกว่า..... เรื่องมูลนิธิของคุณนายตกไม้กวาด น่าจะกินขาดทุกเรื่อง

แบนน่อนเสนอเรื่องนี้ กับ GAI ซึ่งมีสมาชิกจากพรรคการเมืองใหญ่ของอเมริกา ทั้ง 2 พรรคร่วมอยู่ด้วย แต่สมาชิกเสียงใหญ่ เป็นคนเดินดิน ที่ทนความขี้โกงของนักการเมือง และทนความตะกระของพวกสวนสัตว์วอลสตรีทไม่ได้ และส่วนใหญ่สนับสนุนให้เดินหน้าตามข้อสรุป....

หลังจากนั้น ทั้งข้อมูล และทุนสนับสนุนก็ไหลเข้ามาในโครงการของ GAI

แบนน่อน จึงมอบหมายให้นาย ชไวเซอร์ เขียนเรื่องเกี่ยวกับมูลนิธิของคุณนายตกไม้กวาดขึ้นมา โดยบอกว่า เราต้องเน้นเสนอหลักฐานนะ ไม่ใช่เสนอความเห็น และ Deep Web ก็ควานหาหลักฐานมาได้ ...

เมื่อคุณนายตกไม้กวาด รับตำแหน่ง รมต.ต่างประเทศ คุณนายแสดงรายการเกี่ยวกับรายรับของมูลนิธิ แต่ Deep Web เจอรายการ ผู้ที่อ้างว่าบริจาคให้อีกเพียบ ที่ไม่มีชื่ออยู่ในรายการที่ยื่นให้รัฐ.... หนังสือ Clinton Cash ที่ชไวเซอร์เขียน จึงถามหาคำอธิบายจากคุณนาย...และหน่วยงานของรัฐที่ต้องดูแล ...

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
21 พ.ย. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน