"ป้ายปลอม" ตอน 4

อาทิตยา หนุ่มอินเดีย ที่ไปตั้งรกรากอยู่เมืองฝรั่ง เขียนบทความเกี่ยวกับการขับไล่ผู้เช่า ให้ออกจากบ้านเช่า เพราะค้างค่าเช่าที่รัฐมิลวอกกี Milwaukee ลงใน the Guardian สื่อของอังกฤษ เกาะใหญ่เท่าปลายนิ้วก้อยฯ (ที่แตกแล้ว?) เมื่อวันที่ 8 มีนาคม ค.ศ.2016 บทความ ชื่อ " One day, nine cruel evictions. How supersized inequallity looks in the US" ของ Aditya Chakrabortty
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13555
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

"ป้ายปลอม" ตอน 4

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 24 ก.ค. 2016 10:41 am

นิทานเรื่องจริง เรื่อง "ป้ายปลอม"

ตอน 4
13590227_1325983434096800_7436331521630735792_n.jpg
13590227_1325983434096800_7436331521630735792_n.jpg (76.61 KiB) เปิดดู 294 ครั้ง

อเมริกาเริ่มเล่นกลเกมการเงิน เกี่ยวกับการออกตราสาร ที่ใช้สัญญาจำนองบ้านเป็นตัวหนุน ตั้งแต่ประมาณปี คศ 1995 แล้ว ....ไม่รู้ว่าเป็นวิธีการ ที่แสนฉลาด โคตรตะกละ หรือมันเป็นการต้มเปื่อย ชนิดใช้หมอตุ๋นขนาดใหญ่ตรานกอินทรี ?!?

เริ่มตั้งแต่ให้เจ้า Fannie May และเจ้า Freddie Mac ซึ่งเป็นเหมือนธนาคารอาคารสงเคราะห์ของอเมริกา ปล่อยเงินกู้เพื่อซื้อบ้าน แบบไม่ต้องวางเงินดาวน์ การตรวจสอบเครดิตคนกู้ ก็ใช้จ้างบริษัทข้างนอกธนาคารทำ ประเภทใช้โปรแกรม กรอกข้อมูลเข้าไปในเครื่อง กดปุ๊บ เครื่องก็จะบอกเองว่า คนขอกู้สอบผ่านหรือไม่ผ่าน และส่วนใหญ่ก็ผ่าน เพราะเครื่องมันตั้งโปรแกรมไว้อย่างนั้น

การหนุนให้คนอเมริกัน แห่กันไปกู้ซื้อบ้านแบบนั้น ดูเหมือนดี เพราะเป็นการช่วยให้ประชาชนมีโอกาสมีบ้านเป็นของตัวเอง การกู้ ขยายตัวมากขึ้น เมื่อรัฐบาลคาวบอยบุชประกาศให้เป็นนโยบายสำคัญของชาติ ในการ "สร้างขวัญและกำลังใจ" ให้กับคนอเมริกัน ในช่วงปลายปี ค.ศ.2001 หลังจากที่เกิดเหตุการณ์ 911

คาวบอยบอกว่า เราจะปล่อยให้เศรษฐกิจอเมริกาเหี่ยวเป็นเต้าหู้ตากแห้ง เหมือนหน้าตาคนอเมริกัน (ตอนนั้น) ไม่ได้นะ เราต้องสร้างขบวนการกระตุ้นต่อม ให้คนอเมริกันคึกคัก.... อยากควักกระเป๋าจ่ายตังค์ ทำให้มันมีชีวิตชีวากันหน่อยซิ กะอีแค่ตึกระเบิดไป 2 ตึก คนตายไป 2 พัน จะเศร้ากันทั้งประเทศหรือไง ...อย่าให้พวกผู้ก่อการร้ายมันมาทำลายชีวิตความเป็นอยู่ของเรานะ อเมริกาเข้มแข็ง อเมริกาแข็งแกร่ง อเมริกาสู้ สู้ .... กร๊วกเอ๊ย....

แล้วธนาคารกลางของอเมริกา ก็เริ่มประกาศลดดอกเบี้ย ลดมันไปทั้งหมด 11 ครั้ง พอถึงปี ค.ศ.2003 ดอกเงินกู้เหลือเพียง 1% อย่างนี้คนอเมริกัน จะไม่รีบวิ่งไปกู้เงินได้ยังไง หรือจะรอให้เขาจ่ายดอกเบี้ยเสริม เป็นการปลอบใจอีกด้วย ประเภทกู้เมื่อไหร่ แถมดอกเบี้ยให้อีก เหมือนแปลงเงินกู้เป็นเป็นเงินฝากชั่วคราว ฮา ....แน่จริง มึงคิดวิธีกระตุ้นแบบนั้นหน่อยสิวะ ถนัดแปลงนักนี่

ส่วนใหญ่ คนกู้ก็เลือกการกู้แบบผ่อนแต่ดอก (ล่อ) ในช่วงแรก เพราะเชื่อว่าราคาบ้านจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ดอกเบี้ยลดใช่ไหม คนอยากกู้ซื้อบ้านก็ต้องมีมากขึ้น ราคาบ้านก็ต้องเล่นตัวขึ้นด้วยสิ ก่อนที่จะถึงเวลาที่ต้องผ่อนต้นด้วย เราก็รีบขายบ้าน เอากำไรเข้ากระเป๋าก็หมดเรื่อง ถ้าเกิดซวยจริงๆ ขายบ้านไม่ออก ถูกเจ้าหนี้ทวง เราก็ไปหาที่รีไฟแนนซ์ใหม่ ธนาคารมีอยู่ทุกหัวมุมถนน คอยแย่งลูกค้ากันจะตาย เพราะลูกค้าต่างก็ได้รับจดหมายจากธนาคารอื่น วันละหลายราย....โปรดมากู้กับเราเถิด คุณนิน่าที่รัก เงื่อนไขดีกว่า ไม่มีรายได้ ก็ไม่มีปัญหา...มาเร็วๆ นะคร้าบ

พวกธนาคารทำอย่างนี้ เพราะจะเอาหลักประกัน คือสัญญาจำนองของลูกค้าไปขายต่อ แล้วรอรับแต่เงินผ่อน เพราะคิด(สั้น) ว่าความเสี่ยงไม่มี ทำยอดการให้กู้สูงๆ ราคาหุ้นธนาคารจะได้สูงขึ้น ตามยอดสินทรัพย์(ลูกหนี้)

เพราะคิดอย่างนี้ ทั้งคนกู้ คนให้กู้ ก็ตะกายกันลงหลุม....

ปี ค.ศ.2005 การกู้เงินโดยมีจำนองบ้านเป็นหลักประกัน (MBS) พุ่งขึ้นประมาณ 300 % จากจำนวน 173,000 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2001 เป็นจำนวน 665,000 ล้านเหรียญ ในปี ค.ศ.2005 และก็เป็นหลักธรรมชาติ ขึ้นได้ก็ตกได้ การซื้อบ้านพุ่งขึ้นไปขนาดนั้น ความต้องการก็เริ่มอิ่ม ราคาบ้านก็เริ่มลง ความคิดที่ว่าจะขายบ้านได้ราคาสูง ก็กลายเป็นแค่ความฝัน การผ่อนดอกก็เริ่มชะงัก กับดักดีดดอกเบี้ยเด้ง ก็เริ่มทำงาน การผิดนัดชำระการผ่อนก็เกิดขึ้น ตามมาด้วยการที่ลูกหนี้ทิ้งสัญญาผ่อนชำระ และการยึดบ้านคืน โดยการฟ้องบังคับจำนองก็เริ่มเกิดขึ้น

ที่นี้ความสับสนจริงก็เริ่มโผล่.... ตกลงใครจะเป็นผู้บังคับจำนองบ้านกันแน่

ธนาคารที่ให้กู้รายแรก ทะลึ่งขายสัญญาจำนองเป็นหมื่นรายไปให้อีกราย ที่เอาไปรวมและแบ่งออกเป็นมัด เหมือนข้าวต้มมัด และเอาไปเป็นหลักประกัน ในการออกตราสารขายชาวบ้านอีกต่อ ลุงนิทานผิดนัดชำระหนี้ผ่อนบ้าน ธนาคารที่ให้กู้ซื้อบ้านทำได้แค่ฟ้องเรียกหนี้คืน ถ้าลุงนิทานไม่ใช้หนี้ ธนาคารก็ไปจ้างพวกไอ้ฮู้ดดำมาไล่ลุงออกไปจากบ้าน แต่บังคับจำนองไม่ได้ เพราะทะลึ่งขายสัญญาจำนองไปแล้ว

ส่วนธนาคารที่ซื้อสัญญาจำนองไป จะฟ้องเอาบ้านลุงนิทานคืน มันอยู่ในข้าวต้มมัดไหนวะ สมมุติว่ารู้เป็นมัดไหน จะแบ่งส่วนไหนของข้าวต้มมัดมาฟ้อง จะเอาส่วนที่เป็นข้าวเหนียว หรือเอาตรงไส้ หรือจะฟ้องมันทั้งมัด ก็ได้โดนลูกหนี้อื่นฟ้องกลับ ถ้าในมัดนั้นเขายังมีลูกหนี้ที่ไม่ผิดนัด จะทะลึ่งไปยึดบ้านเขาได้ยังไง ทนายด้อยชแบงค์ถึงแทบตกเก้าอี้ ....

แต่กว่าชาวบ้านจะรู้ตัวว่าเป็นเหยื่อ ของเกมการเงินที่ถูกสร้างขึ้นมา ก็เมื่อมันมีผล
กระทบกับพวกธนาคารด้วยกันเอง ที่ออกอาการให้เห็นชัด ในเดือนมิถุนายน ค.ศ.2007

เมื่อ Bear Stearns อินเวสต์เมนท์แบงค์ ใหญ่อันดับ 5 ของ อเมริกา ประกาศว่า มีเห็ดฟัน hedge fund ของตน 2 ราย ขาดทุนย่อยยับ เนื่องจากลงทุนในข้าวต้มมัดจำนองบ้านมากเกินไป และ มีลูกค้าที่เริ่มได้กลิ่นข้าวต้มมัดบูด มาขายคืนตราสารข้าวต้มมัด ก่อนครบกำหนดชำระเป็นจำนวนมาก จน Bear Stearns ประกาศยกเลิก ไม่รับซื้อตราสารที่มาขายคืนก่อนถึงกำหนดชำระ เจอเข้าแบบนี้ ชาวบ้านก็เริ่มเป็นกระต่ายตื่น และในที่สุด กองทุนเห็ดฟันนั้นก็ปิดตัวลง ด้วยการขาดทุนถึง 3,000 ล้านเหรียญ

ไอ้ที่แย่ คือ Bear Stearns ยังมีเห็ดฟันอีกหลายกอง ที่สะสมข้าวต้มมัดประเภทจำนองบ้านอีกเยอะแยะ และธนาคารที่เป็นเจ้าของเห็ดฟันแยะๆ แบบนี้ ก็ไม่ได้มีแค่ Bear Stearns เท่านั้น

เดือนตุลาคม ค.ศ.2007 อีก 2 ธนาคาร ที่ใหญ่ระดับโลก คือ Merrill Lynch และ Citigroup ก็ประกาศผลการดำเนินงานของธนาคารว่า มีการขาดทุนเกิดขึ้น
และทำให้ประธานผู้บริหารของทั้ง 2 ธนาคารต้องลาออกไป

การเล่นกล เกมการเงินออกฤทธิ์แล้ว และความระส่ำอย่างรุนแรงก็ขยายตัว

การประกาศผลการขาดทุนจากธุรกิจการเงิน ที่เกี่ยวข้องกับซับไพรม์ หรือข้าวต้มมัดบูด ก็ทะยอยออกมาเรื่อยๆ และสถาบันการเงินอเมริกา ก็ออกอาการหนัก ถึงขนาดหามเข้าไอซียู กันเป็นแถว

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
5 ก.ค. 2559

เชิญแชร์กันตามสบาย ถ้าไม่ใช่เพื่อการค้า และโปรดให้เครดิตด้วย
ภาพประกอบจาก google

source
https://www.facebook.com/68825895786925 ... =3&theater



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron