https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo" />

การทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ตบตาชาวโลก ของสหรัฐ และพันธมิตร (จบ) ตอนที่ 6. ปฐมบท ของจุดเริ่มต้นทำสงครามกับการก่อการร้า

.
.
.
.
https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13278
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

การทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ตบตาชาวโลก ของสหรัฐ และพันธมิตร (จบ) ตอนที่ 6. ปฐมบท ของจุดเริ่มต้นทำสงครามกับการก่อการร้า

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 29 พ.ย. 2015 12:49 pm

การทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ตบตาชาวโลก ของสหรัฐ และพันธมิตร (จบ)
ตอนที่ 6. ปฐมบท ของจุดเริ่มต้นทำสงครามกับการก่อการร้าย แย่งชิงทรัพยากร สู้เป้าหมายตะวันออกกลาง
“เครื่องบิน”
12310672_779330898861105_4560851772380968508_n.jpg
12310672_779330898861105_4560851772380968508_n.jpg (27.43 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง

ตอนนี้ท่านผู้อ่านคงจะเข้าใจแล้วถึงความแข็งแรงของตึกแฝดที่ไม่สามารถพังมันลงมาได้ด้วยการรื้อถอนแบบดั้งเดิมใดๆ แต่ด้วยการระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนใต้ดินอย่างรุนแรงเท่านั้น อีกคำถามที่น่าสนใจสำหรับการพิจารณา คือ เครื่องบินโดยสารที่ทำจากอลูมิเนียม สามารถเจาะทะลุตึกแฝด อย่างที่ถ่ายทอดให้เราดูทางโทรทัศน์ได้หรือไม่
ตัวอย่างการชนของเครื่องบินกับตัวตึกเวิร์ดเทรด http://www.youtube.com/watch?v=cXxZNHrtyuU ตามเนื้อหาที่ได้ชมเป็นวิดีโอ การแต่งเรื่อง 9/11 อย่างน่าเกลียดที่สุดโดย Evan Fairbanks ซึ่งจะเห็นเครื่องบินอลูมิเนียม ตัดทะลุผ่านโครงเหล็กตึกทิศใต้ของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (ซึ่งหนาเทียบเท่ากับเกราะหน้ารถถัง) อย่างง่ายดายราวกับว่าเครื่องบินทำด้วยเหล็ก และตึกทำด้วยเนย อีกทั้งเราจะสังเกตุได้ว่า ชายคนที่อยู่ในคลิป ไม่ได้มีปฏิกิริยาต่อเสียงเครื่องบินที่กำลังเข้ามาหรือเสียงแปลก ๆ ของอลูมิเนียมที่ชนทะลุเหล็ก ชายคนดังกล่าวมีปฏิกิริยาต่อการระเบิดในตึกเพียงแค่นั้น ซึ่งสามารถเห็นได้ชัดเจน เมื่อดูเครื่องบิน - ท่านจะสังเกตุได้ว่าเครื่องบินหายเข้าไปในตึก - โดยไม่มีชิ้นส่วนเครื่องบินตกหล่นแม้แต่ชิ้นน้อย และสิ่งที่น่าขำที่สุดคือ - ความเร็วของเครื่องบินไม่ได้ลงลดเมื่อ "ทะลุผ่าน" ตึก....
อย่างแรกสุด เพื่อที่จะทำให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น เราลองกลับมาดูอย่างสั้นๆ ถึงจุดเริ่มที่บทความตอนที่ 5 เนื่องจากตึกแฝดไม่ได้ถล่มเพราะน้ำมันเชื้อเพลิงจากเครื่องบิน แต่เป็นเพราะการระเบิดนิวเคลียร์ความร้อนใต้ดินขนาดใหญ่ ยิ่งไปกว่านั้นมันถล่มลงมาใน “คำสั่งที่ผิดพลาด” และนอกจากนี้ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ซึ่งไม่ได้ถูกชนโดย “เครื่องบินก่อการร้าย” ใดๆก็ถล่มลงมาด้วย เราสามารถสันนิษฐานได้ว่าเครื่องบินไม่ได้จำเป็นจริงๆ มันเกินความจำเป็น เพราะมันไม่ได้ช่วยอะไรกับการถล่มของเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์นี้ (น้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเพลิงไหม้อาจนำเข้ามาในถังบาร์เรล) เมื่อเครื่องบินนั้นเกินความจำเป็น จึงสามารถจะเชื่อได้ว่า อาชญากรรมในวันที่ 11 กันยายนสามารเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องมีเครื่องบินลำใดๆมาเกี่ยวข้อง ตึกแฝดและตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ 7 ก็ต้องถล่มอยู่ดี เนื่องจากบางคนได้ตัดสินไปเช่นนั้นและไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับ “เครื่องบิน” เพราะฉะนั้นนักวิจัยเหตุการณ์ 11 กันยายนผู้มีเหตุผลหลายท่านเริ่มที่จะตั้งคำถามต่อแถลงการณ์ของรัฐบาลสหรัฐฯที่ว่ามี “เครื่องบิน” ที่พุ่งชนตึกแฝดอย่างชัดเจน งานวิจัยมากมายปรากฎอยู่บนอินเตอร์เน็ตในขณะนี้ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งวีดีโอที่โด่งดัง “เงื่อนงำเกี่ยวกับ กันยา” (September clues) และ “โกหก” (FOXED OUT) บนเวบไซต์ยูทูบ) ซึ่งประกอบไปด้วยการวิเคราะห์คลิป 11 กันยายนหลายๆอันซึ่งแสดงให้เห็นถึง “เครื่องบิน” และการพิสูจน์ว่า “เครื่องบิน” นี้เป็นภาพที่สร้างขึ้น อย่างไรก็ตามผู้เขียนข้อความเหล่านี้เลือกใช้วิธีการอื่น แทนที่การวิเคราะห์สิ่งที่ไม่สอดคล้องกันหลายๆอย่างของวีดีโอเกี่ยวกับเหตุการณ์ 11 กันยายนดังกล่าว ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าผู้เขียนข้อความเหล่านี้เลือกที่จะมุ่งตรงไปยังประเด็นที่ตนต้องการ อลูมิเนียมไม่สามารถเจาะทะลุเหล็กได้ ในการที่จะเชื่อว่าเครื่องบินอลูมิเนียมโบอิ้ง 767 สองลำสามารถที่จะทะลุทะลวงเสารอบนอกหนาสองชั้น เหมือนกับว่ากฎฟิสิกส์ตัดสินใจที่จะไปพักผ่อนในวันที่ 11 กันยายน 2001 อย่างกระทันหัน
เป็นที่เข้าใจได้ว่าบางคนอาจจะตั้งคำถามต่อไปนี้ เมื่อเครื่องบินที่ทำจากอลูมิเนียมบินด้วยความเร็วเกือบ 500 ไมล์ต่อชั่วโมง เนื่องจากมวลมหาศาลและความเร็วมันจึงมีพลังงานจลน์มากพอที่จะเจาะทะลุตึกแฝด แม้ว่าตึกแฝดจะทำจากเหล็กกล้าก็ตาม อย่างไรก็แล้วแต่นี่เป็นวิธีการที่ผิด ใช่ ตามปรกติมันดูเหมือนว่าเครื่องบินลำใหญ่ ที่กำลังเคลื่อนที่อย่างเร็วก็คือพลังงานจำนวนมาก และคนที่คิดว่ามันมีเหตุผลสำหรับเครื่องบิน ในการที่จะสร้างความเสียหายอย่างมากให้กับตึกที่พุ่งชน แต่ท่านคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น สมมุติว่า ถ้าเครื่องบินหยุดอยู่กับที่ในอากาศ และใครบางคนหยิบหนึ่งในตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ขนาดมหึมาขึ้นมา แกว่งมันไปมาอย่างรุนแรง และฟาดใส่เครื่องบินที่ความเร็ว 500 ไมล์ต่อชั่วโมง? ท่านคิดว่ามันจะทำให้เครื่องบินพังยับ หรือเครื่องบินจะทะลุผ่านตึกที่เข้ามาปะทะอย่างง่ายดาย โดยที่ไม่มีแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่เล็กที่สุดหลงเหลืออยู่ด้านนอกของตึกเลย (ตึกที่มีความหนาสองเท่าของเกราะด้านหน้าของรถถัง)? ลองคิดถึงปัญหาสมมติฐานดังกล่าว เพราะว่าแม้เครื่องบินจะพุ่งชนตึกที่ตั้งอยู่กับที่ หรือเครื่องบินที่หยุดอยู่กับที่แล้วเอาตึดพาดใส่เครื่องบินด้วยความเร็ว 500 ไมล์ หลักฟิสิกส์ของเหตุการณ์นี้ก็ยังคงเหมือนกัน ความรู้สึกตอบโต้โดยสัญชาตญาณต่อการทำลาย จาก “เครื่องบินที่เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว” อาจจะไม่ถูกต้องเท่าใดนัก
"ตัวอย่างของเครื่องบินที่พุ่งชนตึก ซึ่งแม้แต่ปลายส่วนหางด้านบนอันบอบบาง ก็ยังทะลุเข้าไปในโครงสร้างเหล็กหนาได้ โดยไม่มีเศษชิ้นส่วนใดของเครื่องบินหลุดออกมาแม้แต่น้อย ซึ่งตามหลักฟิสิกส์ ไม่มีทางเป็นไปได้" http://www.youtube.com/watch?v=inXhxm47JrY
ซึ่งสิ่งที่ควรจะเป็นตามหลักฟิสิกส์ ยานยนต์หรือากาศยาน เวลาพุ่งเข้าชนอาคารที่โครงสร้างแข็งแรง จะไม่สามารถทะลุเข้าไปในอาคาร เนื่องด้วยตัวถังที่กลวงของยานพาหนะ โดยมากจะติดคาอยู่ภายนอกอาคาร ดูจากภาพประกอบเครื่องบินชนอาคาร ที่เคยเกิดขึ้น.
หลายคนที่ในตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดต่อการก่อสร้างของตึกแฝด และคิดในตอนแรกว่าด้านนอกของตึกแฝด ทำมาจากหน้าต่างกระจกแผ่นใหญ่เพียงอย่างเดียว (ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้ว่าเครื่องบินสามารถเจาะเข้ามาได้) ต่อมากลับตกตะลึงว่าตึกแฝดในความเป็นจริงแล้วภายนอกอาคารทำจากเสาเหล็กกล้าอย่างหนา ไม่ได้ต่างจากเสาแกนกลางตึกเหล็กกล้าด้านใน และเสาเหล็กกล้าที่ติดตั้งอย่างแน่นหนานี้ที่จริงแล้วประกอบกันเป็นผนังด้านนอกของตึก เมื่อเรื่องนี้เป็นที่ชัดเจน มันยังชัดเจนอีกด้วยว่าไม่มีเครื่องบินที่จะสามารถพุ่งชนเข้าไปได้ทั้งลำ (รวมไปถึงแม้กระทั่งปลายของปีกและหาง ไม่ต้องพูดถึงเครื่องยนต์เทอร์โบแฟนใต้ปีกเลย) ผ่านเสาเหล็กกล้าอย่างหนารอบนอกที่ติดตั้งอย่างแน่นหนา และหายเข้าไปในตึกหมดทั้งลำโดยที่ไม่มีแม้กระทั่งชิ้นส่วนที่บอบบางที่สุดของเครื่องบินหล่นลงมาที่พื้นถนนเลย
ผู้อ่านสูงวัยบางท่านอาจจะพอจำได้ว่า อะไรคือผลของการพุ่งชนเรือรบหลักและเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกา โดยเครื่องบินพลีชีพกามิกาเซ่ ของญี่ปุ่นถ้าเครื่องบินเหล่านั้นชนเข้าที่ด้านข้างเรือ เครื่องบินแค่แตกออกเป็นเสี่ยง (โดยที่ไม่ได้เจาะทะลุด้านข้างเรือ) และตกลงอย่างง่ายดาย ในกรณีของเรือที่ไม่หุ้มเกราะ สิ่งที่มากที่สุดที่สุดที่เจาะทะลุเข้าไปในเรือได้จริงๆ คือ มอเตอร์เหล็ก แต่ไม่เคยมีส่วนอื่นของเครื่องบิน เช่น ปีก หาง หรือลำตัว ทะลุเข้าไปในตัวเรือได้ จะมีใครที่เชื่อจริงๆหรือว่าเครื่องบิน “โบอิ้ง” ทั้งลำ (รวมไปถึงหาง ปีก และเครื่องยนต์ขนาดใหญ่) ที่ทำจากอลูมิเนียม จะสามารถเจาะทะลุผ่านผนังเสาเหล็กหนา 2.5 นิ้ว (หนากว่าเกราะรถถัง) ซึ่งเสาแต่ละต้นตั้งห่างจากกัน 1 เมตรตามแนวรอบนอกตึกแฝด?
จริงๆแล้วมันอาจจะยากเกินไปสักหน่อยที่จะทำความเข้าใจว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับอลูมิเนียมที่จะเจาะทะลุเหล็ก ดังนั้นเพื่อที่จะทำความเข้าใจเรื่องนี้โดยเฉพาะ นี่คือคำบอกใบ้เล็กๆน้อยๆ – ข้อสมมติฐานเบื้องต้น เป็นที่ทราบกันดีว่ากระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะทำจากวัสดุที่แข็งแรงกว่าเกราะที่ต้องการจะเจาะทะลุ ตามปกติกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะจะทำจากแร่วูลแฟรม(ทังสเตน) (อเมริกาก็ผลิตลูกปืนใหญ่เจาะเกราะ โดยใช้แร่ยูเรเนียม-238 แทนที่แร่วุลแฟรมซึ่งมีราคาแพง แร่ยูเรเนียม-238นี้ ถือได้ว่าเป็นแร่ที่ไร้ประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตามก็ยังสามารถใช้เป็นวัสดุสำหรับทำเป็นเกราะป้องกันได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเป็นแร่ที่มีน้ำหนักและความหนาแน่นมากกว่าเหล็กทั่วไป)
กระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะที่ทำจากอลูมิเนียมไม่ได้มีอยู่จริง มันคือความจริงที่พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง เหมือนกับที่ไม่มีดาบอลูมิเนียมหรือเครื่องมือตัดเจาะอื่นๆทำจากโลหะนี้อยู่จริง ความคิดที่ว่าสิ่งของที่ทำจากอลูมิเนียมอาจจะสามารถตัดเหล็กได้ฟังดูจะ “แปลกเหลือเชื่อ” ไปสักหน่อย แต่ไม่ได้หมายความว่าบ้า ควรจะมีการระบุเพิ่มเติมด้วยว่า กระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะที่ใช้ยิงต่อสู้กับรถถังหรือสิ่งหุ้มเกราะอื่นๆ พุ่งไปที่เป้าหมายด้วยความเร็วอย่างน้อยสามเท่าของความเร็วของเสียง ดังนั้นถึงแม้ว่ามันจะทำจากแร่วูลแฟรม ความจริงข้อนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะทำให้มันมีประสิทธิภาพในการเจาะเกราะได้ นอกจากนี้ความเร็วที่สูงมากเป็นปัจจัยที่จำเป็นลำดับที่สองด้วย ความเร็วของกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะแบบปรกติที่ถูกยิงออกจากปืนใหญ่ต่อสู้รถถังมีมากกว่าความเร็วเสียงสามเท่าหรืออย่างน้อย 1,000 เมตรต่อวินาที แต่โดยปรกติจะเร็วกว่านั้น ขณะที่ความเร็วในการเดินทางสูงสุดของเครื่องบินโดยสารโบอิ้งลำใดๆก็ตามช้ากว่าความเร็วเสียง คือ น้อยกว่า 250 เมตรต่อวินาทีในกรณีที่ดีที่สุด
เป็นการดีที่เราจะพิจารณาเสาเหล่านี้อีกครั้ง และจินตนาการว่าผนังหนาสองเท่าเปรียบเทียบได้กับเกราะบางอันที่ใช้ทำรถถัง ในการที่จะเจาะทะลุเสาพวกนี้เพียงอย่างเดียวคงจะเป็นงานที่ท้าทายสำหรับกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะที่ถูกยิงออกจากปากกระบอกอันยาวของปืนใหญ่ต่อสู้รถถังในระยะเผาขน ในความเป็นจริงแนวคิดเกี่ยวกับ “ผนังสองชั้น” นี้นำมาใช้ได้แค่กับกรณีของกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะเท่านั้น เพราะว่ามันต้องพบกับภารกิจในการเจาะทะลุเพียงแค่ผนังสองชั้นที่ทำมุมฉากกับวิถีกระสุน
อย่างไรก็ตาม เครื่องบินอลูมิเนียมต้องเผชิญกับภารกิจที่ใหญ่ยิ่งกว่า นั่นคือผนังเสาสองชั้นที่ทำมุมฉากกับมัน มันต้องตัดผนังมากกว่าสองชั้น ซึ่งขนานไปกับมัน เพราะปล่องแต่ละอันมีผนัง 4 ด้านไม่ใช่แค่ 2 และสองด้านที่คู่ขนานนี้จะต้องมี “ความหนา” ที่มากมายยิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผนังเสาด้านที่ขนานกับตัวเครื่องบิน มีความหนาถึง 17 นิ้ว"
ตอนนี้มันคงจะง่ายขึ้นที่จะพิจารณาประสิทธิภาพในการเจาะเกราะ ที่กล่าวมาของ “เครื่องบินอลูมิเนียมโบอิ้ง 767” หลังจากการเปรียบเทียบกับกระสุนปืนใหญ่เจาะเกราะ ทำไม “คณะกรรมาธิการเหตุการณ์ 11 กันยายน” หรือเหล่า “วิศวกร” จากสถาบันมาตรวิทยาสหรัฐฯ (NIST) ที่กล่าวถึงข้างต้นถึงไม่ต้องการที่จะพยายามทำการทดสอบแบบเจาะลึกกับผู้โดยสารเครื่องบินโบอิ้ง 767 ที่ถูกละเลยและกับเสาจำนวนมากเหล่านั้น การทดสอบแบบนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ดีที่จะพิสูจน์ให้กับคนที่ยังสงสัยว่ามันเป็น “เครื่องบินก่อการร้าย” จริงๆที่ถล่มตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ ความเข้าใจพิเศษอันนี้นำหลายคนไปสู่ความเชื่อที่ว่า เนื่องจากเครื่องบินประเภทที่ทำจากอลูมิเนียมไม่เกี่ยวข้องกับการกระทำนี้ ดังนั้นจึงมีเพียงแค่เครื่องบินประเภท “ภาพที่สร้างขึ้น จากซีจีกาฟฟิก ในภาพยนต์” ที่สามารถเจาะทะลุผนังเหล็กหนาสองชั้นรอบนอกของตึกแฝด ลักษณะของ “โพรงซึ่งถูกเจาะโดยเครื่องบิน” ดูไม่เหมือนรูปร่างของเครื่องบินแม้แต่น้อย โดยหลักการแล้ว คำอธิบายของเหตุการณ์นี้ง่ายมาก ตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นจากแท่งเหล็กแค่เพียงอย่างเดียว แต่มันยังมีแผ่นอลูมิเนียมเป็นส่วนประกอบ ครอบอยู่ด้านนอกของตัวตึก และต่างจากเสาเหล็กโครงสร้างของตึก (ซึ่งเป็นชิ้นเดียวกันนับตั้งแต่ฐานล่างหินแกรนิตของแมนฮัตตั้น ไปถึงด้านบนสุดของยอดตึก) แผ่นอลูมิเนียมเหล่านี้ประกอบขึ้นจากแผ่นอลูมิเนียมสั้นๆ หลายๆ แผ่นต่อกันเป็นส่วนๆ ขึ้นไป ปัญหาเรื่องผู้ก่อการร้ายในเหตุการณ์ 11 กันยายน ก็คือ การวางระเบิด (เพื่อที่จะสร้างโพรงหลอกๆ จากการชนของเครื่องบิน) ดังนั้นการวางระเบิดต้องทำจากภายนอกไม่ใช่จากภายในตึก กล่าวคือการวางระเบิดนั้นต้องกระทำโดยให้แรงระเบิดเป็นไปในทิศทางเข้าด้านในตัวตึก เพื่อแสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นได้เกิดขึ้นจริง แต่ที่จริงโพรงดังกล่าวมันถูกทำลายด้วยระเบิดจากภายใน และดังนั้นผู้คนจึงพบเห็นชิ้นส่วนของตึกได้บนถนนของแมนฮัตตันแทนที่จะเป็นล้อหรือเครื่องยนต์ของเครื่องบิน
แน่นอนว่าที่กล่าวมานั้นไม่สามารถยอมรับได้ การจะไปติดระเบิดจากด้านนอกของตัวตึกแฝดก็ไม่สามารถทำได้เช่นกัน เพราะมันจะทำให้เป็นที่สังเกตได้ ผู้ก่อการฉลาดแกมโกงของเหตุการณ์ 11 กันยายน จึงวางระเบิดซ่อนไว้ในระหว่างใต้ส่วนอลูมิเนียมครอบด้านนอกตัวตึกและตัวเสาเหล็กกล้าของตึกเอง แรงระเบิดพุ่งเข้าไปด้านในของตัวตึกเพื่อตัดเสาเหล็กตรงจุดที่ต้องการอย่างแม่นยำ แล้วมันก็ใช้การได้เสียด้วย
จริงๆแล้วก็มีการตัดตรงเสาเหล็กด้านในหลายๆจุด ที่ต้องการเพื่อให้เกิดเป็นโพรงที่ตรงกับจุดที่ควรจะถูกชนโดยเครื่องบิน ยิ่งไปกว่านั้นตรงปลายของเสาเหล็กมีการดัดโค้งงอเข้าไปด้านในอย่างที่ควรจะเป็น แต่โชคไม่ดีที่ผู้ก่อการเหตุการณ์ 11 กันยายน ลืมคิดคำนวนถึงบางอย่างไป แม้ว่าแรงระเบิดส่วนใหญ่ของระเบิดเหล่านี้มีทิศทางเข้าสู่ด้านในตัวตึก ตามทิศทางโค้งงอของเหล็ก แต่บางส่วนกลับระเบิดออกในทางกลับกัน ส่งผลให้เกิด “การถีบกลับ” และการถีบกลับนี้เองเป็นตัวระเบิดส่วนหน้าของตัวตึกที่เป็นอลูมิเนียม แทนที่จะเป็นการตัดแผ่นอลูมิเนียมอย่างระมัดระวังในจุดที่ต้องการ การระเบิดอย่างไร้ระเบียบควบคุมไม่ได้ ได้ทำให้ชิ้นส่วนอลูมิเนียมยาวๆ ทั้งชิ้นตกราวกับถูกโยนออกมาด้านนอกถนน
เนื่องมาจากระเบิดที่ถูกติดตั้งไว้ยังไม่ได้คำนวนถึงแรงยึดติดกันของแผ่นอลูมิเนียมผนังด้านนอกให้ดี เป็นผลให้จุดที่โดนระเบิดแต่ละที่มีความเสียหายไม่เท่ากัน ดูได้จากแผ่นอลูมิเนียมที่บ้างก็หลุดออกมาหนึ่งส่วน สองส่วน และในบางที่ก็ถึงสามส่วนเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ “โพรงที่ถูกเจาะโดยเครื่องบิน” มีสภาพและรูปร่างโง่ๆ เป็นบันไดแทนที่จะมีรูปร่างเป็นรูปของ“เครื่องบิน”อย่างที่ควรจะเป็น (ตามภาพที่ 3)
ในรูป (ภาพที่ 3 ) ที่มีเห็นผู้หญิงคนหนึ่ง กำลังยืนพิงเสาเหล็กต้นหนึ่งของตึกเวิลด์เทรดที่หลุดยื่นอย่างหมดหวัง ทราบชื่อในภายหลังว่าเป็นนางเอ็ดน่า ซินตรอน ซึ่งหวังจะได้รับการช่วยเหลือในนาทีสุดท้ายก่อนการพังทลายของตึก โชคร้ายที่เธอเสียชีวิตขณะที่ตึกทิศเหนือถล่ม แม้ว่าในช่วงวินาทีสุดท้ายของชีวิตนี้หล่อนได้แสดงให้ทั่วโลกได้เห็น (ในความเป็นจริง จุดที่เธอยืนอยู่เรียกได้ว่าเป็น “hot spot” ซึ่งควรเป็นที่ๆ “เหล็กหลอมละลาย”)ไม่สามารถอยู่ในบริเวณนั้นได้ อเมริกาได้โกหกหน้าตาเฉยต่อชาวโลก
แน่นอนว่า คนที่ไม่รู้เรื่องราวอีกมากมายที่อ่านมาถึงจุดนี้ ย่อมตั้งคำถามที่มีเหตุผล – เกี่ยวกับพยานบุคคลซึ่งเห็น “เครื่องบิน” ด้วยตาตนเองล่ะ คำตอบคือ พยานที่ไม่เห็นเครื่องบินใดๆ เลย มีจำนวนเท่าๆ กันกับ “ประจักษ์พยาน” ซึ่งแสร้งทำเป็น “เห็น” “เครื่องบิน” เหล่านั้น ดังนั้นท่านคงเข้าใจแล้วว่า เหตุการณ์ 11 กันยายน นั้นเป็นการลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่ และหากไม่มีใครจัดการนำเอาวีดีโอ “เครื่องบิน” ชนทะลุตึกเหล็กแฝดอย่างง่ายดายราวกับเครื่องบินทำจากเหล็ก ส่วนตึกก็ราวกับทำมาจากเนยแข็งก็ไม่ปาน แล้วยังนำวีดีโอเหล่านั้นออกเผยแพร่ทางสื่อมวลชนทุกแขนง ดังนั้นจะเป็นการไร้เหตุผลหรือ หากผมจะเสนอว่า เขาได้เตรียมการทั้งหมดเอาไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วทั้งพยานบุคคลปลอมๆ ที่บอกว่าเป็นคนถ่าย “วีดีโอ” เหล่านั้น และเห็น “เครื่องบิน” ด้วยตาของพวกเขาเอง? เป็นที่แน่นอนว่าเราต้องเสนอว่า มีใครบางคนสร้างเหตุการณ์นี้ขึ้น “พยานบุคคล” ซึ่งเห็นภาพเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยตาตนเอง ตอนที่เครื่องบินอลูมิเนียมชนทะลุกำแพงสองชั้นของตึกเหล็กคู่แฝด เป็นนักแสดงที่ได้รับการว่าจ้างโดยผู้ก่อการเหตุการณ์ 11 กันยายน เพื่อให้ลวงสื่อและตบตาชาวโลก.
ป.ล. และนั่นคือสิ่ง ที่รัฐบาลสหรัฐฯ อเมริกา ได้กระทำการกับพลเมือง อเมริกัน ด้วยการสังเวยชีวิตประชาชน ของตนเอง เพื่อเป็นข้ออ้างปราบปรามการก่อการร้าย ที่มุ่งเป้าหมายเข้าครอบครองทรัพยากรสำคัญ ในตะวันออกกลาง เงินงบประมาณที่ถูกทุ่มลงไปในการทำสงคราม เข้ากระเป๋าพวกนายทุน และนักการเมืองอเมริกา โดยที่อเมริกันชน ไม่ได้รับผลประโยชน์ไดๆ จากการดำเนินการต่างๆของสงครามในตะวันออกกลาง ที่ผ่านมาเนิ่นนานนับ 10 ปี
และยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลงโดยง่าย แต่อย่างใด.
อ้างอิง : http://www.judicialwatch.org/about/
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Free_Syrian_Army
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Islamic ... the_Levant
อ้างอิง : http://en.wikipedia.org/wiki/Nuclear_weapons_testing
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Al-Nusra_Front
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/September_11_attacks
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Osama_bin_Laden
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/
Isis Islamic state
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Iraq war
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Libya war
อ้างอิง : https://en.m.wikipedia.org/wiki/Syrian war
อ้างอิง : http://www.examiner.com/article/obama-o ... -documents
อ้างอิง : http://www.counter punch.org/
อ้างอิง : https://www.linkedin.com/grp/post/4081643-6009261
อ้างอิง : http://edition.cnn.com/2013/03/19/opini ... index.html
อ้างอิง : http://www.huffingtonpost.com/2013/03/18/iraq-war-
อ้างอิง : http://www.911thology.com/nexus1.html
อ้างอิง : http://www.911-truth.net/11th_of_Septem ... nglish.doc
อ้างอิง : http://www.911-truth.net/11th_of_Septem ... nglish.pdf
อ้างอิง : http://www.911-truth.net/11th_of_Septem ... s_used.zip
costs_n_2885071.html
อ้างอิง : Operations By Iran's Military Mastermind - Business Insider". Business Insider. 9 July 2014.
อ้างอิง : "Sectarian divisions change Baghdad's image". MSNBC. 3 July 2006. Retrieved18 February 2007.
อ้างอิง : "U.S. says Iraq pullout won't cause dramatic violence". MSNBC. 18 November 2010. Retrieved 26 November 2010.[dead link]
อ้างอิง : a b c "The JRTN Movement and Iraq's Next Insurgency | Combating Terrorism Center at West Point". Ctc.usma.edu. Retrieved2014-08-02.
อ้างอิง : "UK 'to continue deporting failed Iraqi asylum seekers'". 22 November 2010. Retrieved 26 November 2010.
อ้างอิง : Galbraith, Peter W. (2007). The End of Iraq: How American Incompetence Created a War Without End. Simon & Schuster.ISBN 978-0743294249.
อ้างอิง : "Al-Qaeda's Resurgence in Iraq: A Threat to U.S. Interests". U.S Department of State. 5 February 2014. Retrieved 26 November2010.
อ้างอิง "A Timeline of Iraq War, Troop Levels".The Huffington Post.
อ้างอิง : "Deputy Assistant Secretary for International Programs Charlene Lamb's Remarks on Private Contractors in Iraq". U.S. Department of State. 17 July 2009. Retrieved 23 October 2010
อ้างอิง :International Institute for Strategic Studies; Hackett, James (ed.) (3 February 2010). The Military Balance 2010. London:Routledge. ISBN 1-85743-557-5.
Epatko, Larisa (November 15, 2012)."Syria and Turkey: A Complex Relationship". PBS NEWSHOUR. 15 November 2012.
อ้างอิง : "Training of moderate Syrian rebels 'allowed in Turkey'". 31 March 2015.
อ้างอิง : U.S. weapons reaching Syrian rebels".Washington Post. September 11, 2013.
อ้างอิง : "Hollande confirms French delivery of arms to Syrian rebels". 2014-08-21. 2015-01-16
อ้างอิง : 8.0 8.1 8.2 Wladimir van Wilgenburg (12 June 2015). "The Rise of Jaysh al-Fateh in Northern Syria". Terrorism Monitor(Jamestown Foundation) XIII (12): อ้างอิง : 9.0 9.1 9.2 Gareth Porter (28 May 2015)."Gulf allies and ‘Army of Conquest’". Al-Ahram Weekly.
อ้างอิง : "Jabhat al-Nusra, IS clash in Daraa".Al Monitor. 16 December 2014.
อ้างอิง : "Al-Nusra overtakes Hazm in Aleppo countryside". Al Monitor. 3 March 2015.
อ้างอิง : "The Islamic State in Southern Syria".Carter Center. 15 May 2015. สืบค้นเมื่อ 10 June 2015.
อ้างอิง : Demir, Arzu (28 January 2015)."Preparations for international brigade in Rojava". Firat News Agency. Archived fromthe original on 2015-02-11. อ้างอิง : http://www.bbc.com/news/world-us-canada-34589250
อ้างอิง : "Free Syrian Army fires military chief". 16 February 2014.
อ้างอิง : "U.N. withdraws staffers as violence rages in Syria". Edition.cnn.com. 25 May 2013.
อ้างอิง : Mroue, Bassem; Suzan Fraser (2012-12-08). "Syria Rebels Create New Unified Military Command". Huffington Post. AP.Archived from the original on 2012-12-08.
อ้างอิง : "FSA alliance pushes back against Islamic Front". The Daily Star. 17 December 2013.
อ้างอิง : 20.0 20.1 20.2 20.3 "Leading Syrian rebel groups form new Islamic Front". 22 November 2013.
อ้างอิง : "Missile blast wounds Syrian rebel commander: activists". Reuters. 20 February 2013.
อ้างอิง : Reports: Bombing Kills Head of Syrian Rebel Group
อ้างอิง : Top Syrian rebel commander dies from wounds (Reuters), 18 November 2013
อ้างอิง "Khorasan leader killed by U.S. air strike in Syria last week, Al-Qaida member tweets".Haaretz. September 28, 2014. อ้างอิง : 25.0 25.1 "Officials: Khorasan Group bomb maker thought dead survived". CNN.
อ้างอิง : "U.S. Condemns Terrorist Attacks in Iraq and Pledges to Help Combat al Qaeda".United States Department of State. 10 August 2013.
อ้างอิง : "Military Skill and Terrorist Technique Fuel Success of ISIS". New York Times. 27 August 2014.
อ้างอิง : http://www.rferl.org/content/islamic-st ... 92100.html
อ้างอิง : "Top ISIS Leaders are Revealed".Alarabiya. 13 February 2014.
อ้างอิง : "As Syria war enters fourth year, regime eyes victory". Times. 11 March 2014.
อ้างอิง :ISIS’ Iraq offensive could trigger Hezbollah to fill gap left in Syria Daily Star, 16 June 2014
"Training of moderate Syrian rebels 'allowed in Turkey'". bbc.com. BBC News. 31 March 2015.
อ้างอิง : "U.S. weapons reaching Syrian rebels".September 11, 2013.
อ้างอิง : "Hollande confirms French delivery of arms to Syrian rebels". 2014-08-21. อ้างอิง : 8.0 8.1 8.2 Wladimir van Wilgenburg (12 June 2015). "The Rise of Jaysh al-Fateh in Northern Syria". Terrorism Monitor(Jamestown Foundation) XIII (12): 3.
อ้างอิง : 9.0 9.1 9.2 Gareth Porter (28 May 2015)."Gulf allies and ‘Army of Conquest’". Al-Ahram Weekly.
อ้างอิง : "Jabhat al-Nusra, IS clash in Daraa".Al Monitor. 16 December 2014.
อ้างอิง : "Al-Nusra overtakes Hazm in Aleppo countryside". Al Monitor. 3 March 2015.
อ้างอิง : "The Islamic State in Southern Syria".Carter Center. 15 May 2015.
อ้างอิง : Demir, Arzu (28 January 2015)."Preparations for international brigade in Rojava". Firat News Agency. Archived fromthe original on 2015-02-11. สืบค้นเมื่อ 11 February 2015.
อ้างอิง : "Free Syrian Army fires military chief". 16 February 2014.
อ้างอิง "U.N. withdraws staffers as violence rages in Syria". Edition.cnn.com. 25 May 2013.
อ้างอิง : Mroue, Bassem; Suzan Fraser (2012-12-08). "Syria Rebels Create New Unified Military Command". Huffington Post. AP.Archived from the original on 2012-12-08.
อ้างอิง : "FSA alliance pushes back against Islamic Front". The Daily Star. 17 December 2013.
อ้างอิง : "Leading Syrian rebel groups form new Islamic Front". 22 November 2013. อ้างอิง : "Missile blast wounds Syrian rebel commander: activists". 20 February 2013. อ้างอิง : Reports: Bombing Kills Head of Syrian Rebel Group
อ้างอิง : Top Syrian rebel commander dies from wounds 18 November 2013
อ้างอิง : "Khorasan leader killed by U.S. air strike in Syria last week, Al-Qaida member tweets".Haaretz. September 28, 2014.
อ้างอิง : "Officials: Khorasan Group bomb maker thought dead survived". CNN.10 December 2014.
อ้างอิง : "Military Skill and Terrorist Technique Fuel Success of ISIS". New York Times. 27 August 2014.
อ้างอิง : "Top ISIS Leaders are Revealed".Alarabiya. 13 February 2014.
อ้างอิง : http://www.atlanticcouncil.org/blogs/me ... n-strategy
อ้างอิง "As Syria war enters fourth year, regime eyes victory". Times. 11 March 2014.
อ้างอิง : "Syria's diminished security forces". AFP. 28 August 2013.

source
https://www.facebook.com/torindy.indy/p ... 1078861087

11223893_779330972194431_1188977282993171104_n.jpg
11223893_779330972194431_1188977282993171104_n.jpg (35.74 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง
11988769_779330918861103_6991725553325999802_n.jpg
11988769_779330918861103_6991725553325999802_n.jpg (16.38 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง
12311059_779331045527757_1185116511923319623_n.jpg
12311059_779331045527757_1185116511923319623_n.jpg (14.81 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง
12274202_779331062194422_3948503489891350144_n.jpg
12274202_779331062194422_3948503489891350144_n.jpg (39.19 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง
12313852_779330942194434_6094075928862430883_n.jpg
12313852_779330942194434_6094075928862430883_n.jpg (28.75 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง
12316602_779331005527761_5029628877377399867_n.jpg
12316602_779331005527761_5029628877377399867_n.jpg (32.91 KiB) เปิดดู 329 ครั้ง



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน