https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo" />

การทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ตบตาชาวโลก ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ตอนที่ 1. สงครามชิงทรัพยากรสำคัญ ของโลก

.
.
.
.
https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13310
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

การทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ตบตาชาวโลก ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ตอนที่ 1. สงครามชิงทรัพยากรสำคัญ ของโลก

โพสต์โดย admin » จันทร์ 23 พ.ย. 2015 11:24 am

การทำสงครามกับกลุ่มก่อการร้าย ตบตาชาวโลก ของสหรัฐฯ และพันธมิตร
ตอนที่ 1. สงครามชิงทรัพยากรสำคัญ ของโลก
12289571_777253272402201_1901463298614638963_n.jpg
12289571_777253272402201_1901463298614638963_n.jpg (22.29 KiB) เปิดดู 950 ครั้ง

สงครามเพื่อเข้าครอบครองทรัพยากรสำคัญ อย่างน้ำมัน และแก็ส ได้เริ่มขึ้นแล้ว และได้ถูกจุดชนวนสงครามในเบื้องต้นที่ อีรัก กับข้อกล่าวหา ที่สหรัฐฯและพันธมิตร กล่าวอ้างว่า ระบอบการปกครองของ ปธน.ซัดดัม ฮุสเซน แห่งอีรัก ครอบครองอาวุธทำลายล้างสูง จนนำไปสู่สงครามอีรัก ที่อเมริกาและพันธมิตร ได้ส่งกองทัพไปทำสงครามโค่นล้ม ซัดดัม ด้วยกำลังทางทหาร
มูลเหตุ และแรงจุงใจในสงครามอีรัก ไม่ได้มาจากข้อกล่าวหา ในระบอบการปกครองของซัดดัม แต่จุดมุ่งหมายที่สำคัญของการรุกรานอิรัก ก็คือการเปิดแหล่งผลิตน้ำมันขนาดยักษ์ ที่ขณะนั้นอิรักได้ยึดเป็นของรัฐและไม่ยอมให้ชาติตะวันตกเข้าไปหาประโยชน์ นานหลายสิบปี นอกจากนี้ อีรัก คิดจะค้าขายน้ำมันที่ไม่อ้างอิงกับดอลลาห์ ด้วยการแลกเปลี่ยนน้ำมันกับทองคำ หรือสกุลเงินอื่น ซึ่งนั่นจะขัดกับนโยบายยุทธศาสตร์ของอเมริกา ในเรื่องน้ำมันโลกที่ต้องอ้างอิง กับเปโตรดอลลาห์ ในปี คศ. 2000 บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ Exxon, Chevron, Shell, BP ฯลฯ ทุ่มเงินช่วย จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ซึ่งเคยทำบริษัทน้ำม้นมาก่อน ให้ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี หนึ่งอาทิตย์หลังได้รับเลือกตั้ง ชีนีย์ (Cheney) รอง ปธน. ตั้งกลุ่มที่มีตัวแทนบริษัทน้ำมันร่วมด้วยเพื่อกำหนดนโยบายพลังงาน หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มมีการวางแผนบุกอิรัก
Alan Greenspan (อดีตประธาน Federal Reserve) Chuck Hagel (รมต. กลาโหมคนปัจจุบัน) นายพล John Abizaid (อดีต head ของ U.S. Central Command and Military Operations ในอิรัก) ต่างยอมรับว่าเป้าหมายหลักของการบุกอิรักคือน้ำมัน การโค่นล้ม ซัดดัม จึงได้รับการดำเนินการ พร้อมกับผลตอบแทนที่อเมริกาจะได้รับ หากสำเร็จนั่นหมายถึงการเข้าครอบครองทรัพยากรน้ำมัน ที่จะทำให้อเมริกา มีความได้เปรียบชาติมหาอำนาจอื่น ที่เป็นคู่แข่ง
แต่กลุ่มผู้วางแผนบุกอิรักคาดการณ์ ผิด สงครามปีแรกในอีรัก อเมริกาใช้เงินไปไม่ถึง 6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งถ้าจบสงครามได้อย่างที่คาดคิด คือโค่นซัดดัมได้ ก็จะได้กำไรมหาศาล เพราะจะมีอิทธิพลเหนือการผลิตน้ำมันถึง 3 ล้านบาเรลต่อวัน แต่อิรักไม่ใช่หมูอย่างที่คิด ความไม่สงบยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบัน อเมริกาตกหล่มอยู่ในอิรักจนถึงปี 2011 จึงยอมถอนทหาร (ในปีเดียวกันนี้ ความไม่สงบในซีเรีย ก็เริ่มต้นขึ้นใน มิถุนายน ปี 2011 จากเหตุการณ์อาหรับสปริงค์ในบริบทของการปฏิวัติสี) อเมริกาเสียเงินค่าใช้จ่ายสำหรับการปฏิบัติการทางทหารรวมกว่า 8 แสนล้านเหรียญ แถมรัฐสภาอิรักยังไม่ยอมออกกฎหมายน้ำมันแบบที่อเมริกาต้องการ อย่างไรก็ตาม บริษัทน้ำมันอเมริกาก็หาช่องทางเลี่ยงกฎหมาย ทำสัญญาน้ำมันระยะยาวที่ได้เปรียบ และดูจะเป็นผู้ได้ประโยชน์มหาศาลฝ่ายเดียว ขณะที่คนอเมริกาต้องรับภาระจ่ายค่าทำสงคราม และคนอิรักซึ่งแม้แต่ตอนนี้ก็ยังขาดแคลนไฟฟ้าและบ้านเมืองมีแต่ความวุ่นวาย จากภัยของการก่อการร้ายที่เกิดขึ้นมาใหม่ และสร้างความไร้เสถียรภาพให้กับประเทศอีรัก อย่างไม่มีทีท่าว่าจะจบ
สงครามอิรัก เริ่มต้นเมื่อ วันที่ 20 มีนาคม 2003 ด้วยการรุกรานอิรัก โดยสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช เป็นผู้นำ และ สหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ซึ่ง มีนายกรัฐมนตรี. โทนี แบลร์ เป็นผู้นำ พร้อมกับประเทศพันธมิตร อีก 36 ประเทศ สงครามคราวนี้ มีการเรียกในชื่ออื่นว่า การยึดครองอิรักโดยทหารสหรัฐ สงครามครั้งนี้ สหรัฐอเมริกาได้ประกาศให้สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2011 แต่ยังมีความรุนแรงต่อไปทั่วประเทศ
ก่อนหน้าการรุกรานอีรัก ในปี ค.ศ 2002 ของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร (อังกฤษ) ประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่อิรัก จะครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง ซึ่งคุกคามความมั่นคงของตน และพันธมิตรของตนในภูมิภาค คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ ผ่านมติข้อที่ 1441 ซึ่งกำหนด ให้อิรักร่วมมืออย่างเต็มที่ กับผู้ตรวจการอาวุธของสหประชาชาติ เพื่อตรวจสอบว่า อิรักมิได้มีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูงและขีปนาวุธร่อนอยู่ในครอบครอง คณะตรวจสอบอาวุธทั้งในส่วนของคณะผู้ตรวจสอบอาวุธเคมี ชีวภาพและพาหะนำส่ง ของสหประชาชาติ (United Nations Monitoring, Verification and Inspection Commission - UNMOVIC) ได้รับอนุญาตให้เข้าไปในอิรัก ภายใต้ข้อกำหนด ของมติสหประชาชาติ แต่ไม่พบหลักฐานอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง โดยหัวหน้าผู้ตรวจสอบอาวุธ. ฮันส์ บลิกซ์ หลังการรุกราน กลุ่มศึกษาอิรัก (Iraq Survey Group) นำโดยสหรัฐ สรุปว่า อิรัก ได้ยุติโครงการนิวเคลียร์ รวมถึงอาวุธเคมีและชีวภาพใน ปี ค.ศ.1991 และไม่มีโครงการใดดำเนินการอยู่ในขณะการรุกราน ของสหรัฐฯ แม้จะพบเศษอาวุธเคมีที่ถูกปลดแล้วอยู่ผิดที่ หรือถูกทิ้งจากสมัยก่อน ค.ศ.1991 แต่ก็มิใช่อาวุธ ซึ่งเป็นเหตุผลหลักในการอ้างความชอบธรรมในการรุกราน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯบางคน ยังกล่าวหาประธานาธิบดีอิรัก ซัดดัม ฮุสเซน ว่าปิดบังและให้การสนับสนุนกลุ่มอัลกออิดะฮ์ แต่ไม่เคยพบหลักฐานเชื่อมโยงที่มีความหมายเลย..
***จากข้อกล่าวหาว่า อีรักครอบครองอาวุธทำลายล้างสุง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าไปทำสงคราม โดยไม่รอผลการตรวจสอบที่แน่ชัดก่อน สงครามที่เกิดโดยสหรัฐฯ และพันธมิตร นั่นคือการกระทำที่ไร้ความรับผิดชอบ และเต็มไปด้วยการกระทำที่แอบแฝง***
การรุกรานอิรักนำไปสู่การยึดครอง และการจับกุมตัว ประธานาธิบดี ซัดดัม ฮุสเซนในท้ายที่สุด ซึ่งในภายหลังถูกพิจารณาโทษโดยศาลอิรัก ให้ประหารชีวิต "ภายใต้อำนาจของรัฐบาลใหม่ อิรัก" ความรุนแรงของกองกำลังผสมและระหว่างกลุ่มต่าง ๆ ได้นำไปสู่การก่อความไม่สงบในอิรัก การต่อสู้กันระหว่างกลุ่มหลายกลุ่ม และการเกิดกลุ่มแยกใหม่ของกลุ่มอัลกออิดะฮ์ (Isis) ขึ้นในอิรัก ในปี 2008 ส่งผลให้ความไม่สงบยังดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน "สงครามอีรัก" นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญกับยุทธศาสตร์ ในการเข้าครอบครองทรัพยากรพลังงานในตะวันออกกลาง (ด้วยการสร้างความแตกแยกและเข้าครอบครอง) แม้ในปัจจุบันที่ อเมริกาได้ถอนกำลังทหารออกจากอีรักแล้ว แต่ก็ได้มีกลุ่มก่อการร้ายเกิดขึ้นมาแทนที่ จนทำให้ประเทศอีรัก เกิดความไร้เสถียรภาพมาจนถึงปัจจุบัน (ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายที่เข้ามาเคลื่อนไหว ในอีรัก มีความเกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำมัน อย่างมีนัยยะสำคัญ และพร้อมที่จะจัดตั้งรัฐอิสระ ในท้ายที่สุด) สงครามในครั้งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 190,000 คน มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ของคนที่เสียชีวิตจากความรุนแรงของสงครามโดยตรง เป็นพลเรือนชาวอิรัก หรือราว 134,000 คน
มีการประเมินผู้ลี้ภัยในสงครามอีรักมากถึง 4.7 ล้านคน และประชาชนพลัดถิ่นภายในประเทศ 2.7 ล้านคน ใน พ.ศ. 2550 คณะกรรมการของอิรักรายงานว่า เด็กอิรัก 35% หรือเกือบห้าล้านคน กำพร้า
หลักจากสงครามในอีรักเป็นต้นมา ก็เกิดสงครามโค่นอำนาจ พันเอก.โมฮัมเหม็ด กัดดาฟี่ แห่ง ลีเบีย.. ตามมาด้วยสงครามปราบปรามการก่อการร้าย ที่มุ่งเป้าไปที่ อัฟกันนิสสถาน ตามมาด้วยความไม่สงบในซีเรีย ที่เริ่มต้นขึ้น เมื่อ มิถุนายน ปี 2011 ในบริบทของการปฏิวัติสี (อาหรับสปริงค์) นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในหลายประเทศ ของโลกอาหรับ และความขัดแย้ง ของ เยเมน กับซาอุ
ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในตะวันออกกลางนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มีการวางแผนการดำเนินการมาเป็นอย่างดี ด้วยเหตุผลที่ว่าสหรัฐล้วนมุ่งเป้า เพื่อสร้างข้ออ้างเข้าไปทำสงครามในตะวันออกกลางอย่างเห็นได้ชัด
ป.ล.จบตอนที่ 1 แหล่งอ้างอิงจะอยู่ในตอนสุดท้าย ^^
ป.ล.2 ความวุ่นวายใน อีรัก เกิดขึ้นตั้งแต่ ปี 2003 จนถึงปัจจุบัน.

source
https://www.facebook.com/torindy.indy/p ... 3382402190
12295505_777253289068866_1592861469775163585_n.jpg
12295505_777253289068866_1592861469775163585_n.jpg (21.7 KiB) เปิดดู 950 ครั้ง
12274656_777253329068862_2366478468268971505_n.jpg
12274656_777253329068862_2366478468268971505_n.jpg (38.95 KiB) เปิดดู 950 ครั้ง
12278931_777253342402194_2153311028550630093_n.jpg
12278931_777253342402194_2153311028550630093_n.jpg (24.1 KiB) เปิดดู 950 ครั้ง
12278817_777253362402192_7332167466821670127_n.jpg
12278817_777253362402192_7332167466821670127_n.jpg (27.33 KiB) เปิดดู 950 ครั้ง



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน