https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo" />

แผนสยบ อินทรีย์ เพื่อครองโลก สหรัฐ มีทองคำ ที่มีค่าเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น (เสือกระดาษ)

.
.
.
.
https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13278
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

แผนสยบ อินทรีย์ เพื่อครองโลก สหรัฐ มีทองคำ ที่มีค่าเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น (เสือกระดาษ)

โพสต์โดย admin » จันทร์ 23 พ.ย. 2015 11:20 am

แผนสยบ อินทรีย์ เพื่อครองโลก
สหรัฐ มีทองคำ ที่มีค่าเป็นเพียงแค่ตัวเลขเท่านั้น (เสือกระดาษ)
11169206_698762453584617_2904053128894429829_n.jpg
11169206_698762453584617_2904053128894429829_n.jpg (27.36 KiB) เปิดดู 240 ครั้ง

เกี่ยวกับวิกฤติเศรษฐกิจ ของสหรัฐ มีเรื่องนึง ที่น่าสนใจมาก
นั่นคือ "ทองคำสำรอง 8,000 ตัน" ของสหรัฐ ผมจะเขียนเรื่องนี้ในอีกมุมมองหนึ่ง ซึ่งบางท่านอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน แต่สิ่งนี้อาจจะทำให้ท่าน เกิดมุมมองใหม่ แล้วเห็นอะไรชัดเจนขึ้นครับ ผมอ่านบทความของนักวิชาการหลายๆท่านที่เขียนถึง fundamental หรือที่เรียกว่าโครงสร้างพื้นฐาน แต่ผมจะเรียกง่ายๆ ว่า "ใส้ใน" ของสหรัฐก็เแล้วกันครับ
หนึ่งในความเชื่อมั่นที่โลกใบนี้มีต่อสหรัฐก็คือ ทองคำสำรอง 8,000ตัน ที่สหรัฐ "ไม่เคย" อ้างว่าถือครองอยู่ แต่ทั่วโลกกลับยึดถือตัวเลขนี้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอันดับหนึ่งของโลกครับ แต่.......
ถ้าลองศึกษาประวัติศาสตร์การกำเนิดของ Federal Reserve หรือ ธนาคารกลางสหรัฐ ในปี1912-1913 และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นมาจนถึง ปี 1928-1932 คือช่วงปีที่เกิด The Great Depression เลยไปจนถึงอีกช่วงหนึ่งคือช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี 1939-1945 ในด้านเศรษฐกิจของสหรัฐ ทำให้เข้าถึงข้อมูลบางอย่างซึ่งทั้งหมดคือเรื่องเดียวกันและต่อเนื่องกันครับคือ
ทองคำจำนวน 8,000 ตันนี้ "อาจจะ" ยังอยู่ในสหรัฐ แต่ความจริงคือ เจ้าของ "ไม่ใช่" รัฐบาลสหรัฐหรือประเทศอเมริกาครับ
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 ความเป็นมหาอำนาจ ของโลกถูกเคลื่อนมายังประเทศสหรัฐ โดยกลุ่มทุนเดิม คือกลุ่มนายธนาคารสากล หรือ International Banker ที่มีฐานอยู่ใน ประเทศอังกฤษ และ ยุโรปเกือบทั้งหมดครับ จนกระทั่งในช่วงปี ค.ศ. 1913 สหรัฐผ่านกฏหมาย Federal Reserve Actก็คือการจัดตั้ง Federal Reserve, CIA และ IRS ในคราเดียว องค์กรทั้ง 3 นี้ถูกจัดตั้งขึ้นมา โดยการยัดเยียดจากกลุ่มนายธนาคารสัญชาติยุโรปเหล่านั้น (ส่วน องค์กร CFR ถือกำเนิด ต่อมา ในภายหลัง)
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 1 สหรัฐอเมริกา เข้มแข็ง และยิ่งใหญ่ในทุกๆ ด้านครับ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ การคลัง และเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ที่สุดของโลก แต่หลังจากการจัดตั้งFederal Reserve ขึ้นมาเป็น "กาฝาก" ในระบบการเงินและเศรษฐกิจแล้ว "หายนะ" ทั้งหลายก็เริ่มก่อตัวขึ้นครับ เพราะจุดประสงค์จริงๆ ของนายธนาคารสัญชาติยุโรปเหล่านั้นก็คือ การเข้ายึดครองระบบเศรษฐกิจ การเงิน และประเทศสหรัฐอเมริกา ในที่สุด
พวกเค้าทำสำเร็จครับ โดยการควบคุมระบบการเงิน การธนาคารซึ่งเปรียบได้กับเส้นเลือดใหญ่ ที่หล่อเลี้ยง ประเทศอเมริกาโดยรวม โดยมีการควบคุมปริมาณเงิน และดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือ และด้วยสิ่งนี้เองที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจครั้งใหญ่ของสหรัฐและของโลก นั่นก็คือ
(The Great Depression วิกฤตเศรษฐกิจ และความหายนะตลาดหุ้น สหรัฐ)
ซึ่งทำให้สหรัฐอ ยู่ในสภาวะล้มละลาย ทางงบประมาณและการคลัง ในสภาพเดียวกับที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ครับ (แต่ทองคำสำรองยังมีอยู่ในมือ ณ ขณะนั้น) เช่นเดียวกัน การที่จะฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของประเทศได้นั้น ต้องกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาลเพื่ออัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หรือที่ถูกเรียกว่า " The New Deal " คำถามคือเงินจำนวนมหาศาลเหล่านั้นมากจากไหน ในขณะที่สหรัฐเองเป็นมหาอำนาจใหม่ และถือครองทองคำมากที่สุดในโลก
คำตอบก็ Federal Reserve นั่นเองครับ การจัดตั้ง Federal Reserve ในทางกฏหมายแล้วไม่ได้มีสถานะโดยรัฐบาล หรือเป็นหน่วยงานของรัฐบาล เพียงแต่ให้ "บริษัทเอกชน" แห่งนี้มีหน้าที่ควบคุมดูแล การจัดพิมพ์ธนบัตร กระแสเงินสด และดอกเบี้ย ซึ่งจริงๆแล้วทั้งหมดนี้ รัฐบาลสหรัฐสามารถ ที่จะทำเองได้ทั้งหมดเหมือน นาๆ ประเทศทั่วไป แต่การผ่าน Federal Reserve Act ในครั้งนั้นอย่างที่บอกครับว่าเป็นการ "ยัดเยียด" โดยสิ้นเชิง โดยความร่วมมือ ระหว่างนายทุน นายธนาคารข้ามชาติ และนักการเมืองที่ถูกกว้านซื้อ ในสภาคองเกรส
หลังจากการที่รับเงินกู้จาก FED แล้ว ก็ต้องใช้คืนเค้าสิครับ ก็คือทองคำทั้งหมดที่สหรัฐมี นั่นแหละครับ ที่ราคา 35 ดอลล่า ต่อออนซ์ และขั้นตอนทั้งหมด ก็ถูกควบคุมโดย FED, นักการเมือง และประธานาธิบดีในสมัยนั้น ก็คือ "ทองหมด" ครับ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้ ที่ไปเอาตัวเลขเหล่านี้มา ยกมาได้ครับ แต่ในความเป็นจริง ทองคำเหล่านี้ ซึ่ง "อุปโลก" ว่ายังมีอยู่ และเก็บอยู่ที่ฟอร์ทน๊อก ไม่ได้มีการ Audit หรือตรวจสอบจากหน่วยงานใดๆ แม้แต่หน่วยงานเดียวของโลกตั้งแต่ ทศวรรษที่ 50 เป็นต้นมา แต่กลับมีทองคำสำรองเก็บไว้ จำนวนมหาศาลที่ สำนักงานของ FED สาขานิวยอร์ค ซึ่งก็คงมีคนจำนวนมาก ที่สงสัยแต่ใครล่ะจะไปถาม นั่นคือประเด็นมากกว่าครับ
หลังจากที่หมดตัวแล้ว สหรัฐก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดครับ เพราะครั้งที่แล้วที่ร่ำรวยมาได้ก็ เพราะสงครามโลกครั้งที่ 1 เพราะฉะนั้นสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือ "คำตอบ" ของปัญหาครับ เป็นแบบ Win Win Solution คือทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คือสหรัฐก็ได้ทำมาหากิน ฟื้นฟูเศรษฐกิจจากสงคราม ฮิตเล่อร์ก็ได้ลุ้นทวงตำแหน่งคืน พวกไซออนนิสแบงค์เกอร์ เหล่านี้ ก็ได้ปล่อยกู้ทั้ง 2ฝ่าย โดยที่กลุ่มธนาคารกลางยุโรป ก็คือกลุ่มเดียวกันที่เป็นเจ้าของ FED สนับสนุนเงินทุนให้ฮิตเล่อร์ทั้งหมดในการเคลื่อนไหวในยุโรป เพื่อช่วยฮิตเล่อร์ทวงสิ่ง ที่พวกเค้าสูญเสีย ไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 คืนมา และนี่ก็คือจุดกำเนิด ของสงครามโลก ครั้งที่ 2 ครับ.
ทั้งหมดนี้คือเรื่องราวหรือประวัติศาสตร์ ที่ถูกบันทึกไว้ในหนังสือเล่มต่างๆ และเก็บอยู่ในห้องสมุดที่หาอ่านได้ทั่วไป หรือแม้ในกระทั่งอินเตอร์เน็ตครับ.......
และยังมีโศกนาฏกรรม อีกมากมายที่ก่อขึ้นโดยคนกลุ่มนี้ หรือ International Banker ตั้งแต่ปี1913 เป็นต้นมา ไม่ว่าจะเป็น สงครามเกาหลี สงครามเวียดนาม การลอบสังหารบุคคลสำคัญต่างๆ การล้มอเมริกาในรอบแรกด้วย "หนี้" โครงการสตาวอร์ โครงการอวกาศต่างๆ ทั้งหมดถูกจัดฉากขึ้นเพื่อให้สหรัฐ "กู้เงิน" ให้มากที่สุดครับ
แล้วสุดท้ายก็จบลง ด้วยการจ่ายหนี้คืนด้วย "ความเป็นเอกราช" ของสหรัฐทั้งหมด ลอง เอาเรื่องราวเหล่านี้ มาเปรียบเทียบหรือเรียงต่อ กับ สิ่งที่สหรัฐ กำลังประสบอยู่ในขณะนี้ คุณก็จะเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นครับ โดยเฉพาะประเด็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของ FED ที่จะทำให้ สหรัฐ ถึงทางตันในอนาคต
แล้วคุณจะเห็นครับว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาและคนอเมริกัน ไม่ได้มีความหมายหรือมีคุณค่าใดๆ เลย สำหรับกลุ่มทุนระดับโลกเหล่านี้ (ซึ่งเคลมตัวเองว่าเป็น "ยิว" (จากทวีปยุโรป หรือที่เรารู้จักในชื่อ "ไซออนนิส") สำหรับคนอเมริกันนอกจากการมีชีวิตอยู่ หาเงินเพื่อจ่ายภาษี และประสบชะตากรรม ในสิ่งที่กำลังจะมาถึง ในอนาคต ถ้าคุณเข้าใจในเรื่องราว เหล่านี้แล้วคุณคงจะมองเห็น แล้วนะครับ ว่าประเทศสหรัฐอเมริกาต้อง "ล้ม" ในวันหนึ่งข้างหน้า อย่างหลีกเลี่ยงลำบาก ชะตากรรมคนอเมริกันจะเป็นอย่างไร แล้วอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง คงต้องดูกันต่อไป
แต่ปัญหาก็คือมันไม่ได้จบ อยู่แค่อเมริกาครับ เพราะผลกระทบจะเปรียบเสมือน คลื่นยักษ์ซึนามิ ที่จะกระแทกใส่ทุกประเทศทั่วโลกอย่างรุนแรง และร้ายแรงกว่าครั้งไหนๆ ในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเงินโลก..
ในขณะที่คุณรับรู้เรื่องราวเหล่านี้แล้ว
ยังมีคนอีกหลายพันล้านคนครับ ที่ยังคิดว่า อเมริกา "ล้มไม่ได้" เพราะมี "ทองคำ" ตั้ง 8,000 ตัน คุณลองเอาตัวเลข 8,000 ตันตั้งแล้วคูณด้วยราคาทองคำ ณ ปัจจุบันที่ 1ตัน เท่ากับ 34,745,188 (34 ล้านเหรียญ) 8,000ตัน x 34,745,188 = 277,961,504,000 หรือ $277.96 Billion (สองแสนเจ็ดหมื่นเจ็ดพันเก้าร้อยหกสิบล้าน ดอลล่าห์)
ในขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ $14.3 Trillion (14.3ล้านล้าน ดอลลาห์) ณ ปัจจุบัน ซึ่งไม่รวมกับหนี้ผูกพัน(หนี้สินสมทบ)ในอนาคตที่คาดว่าจะต้องจ่ายแน่นอน หรือที่เรียกกันว่า Unfunded Liability ซึ่งจะทำให้ตัวเลข $277.96 Billion แทบจะไม่มีความหมายอะไรเลยครับ
(คิดง่ายๆ คุณมีเงิน อยู่ ในกระเป๋า สองแสนเจ็ดหมื่นบาท แต่คุณมีหนี้สิน ที่ต้องจ่าย สิบสี่ล้านบาท) เท่ากับทองคำ 8,000ตัน ที่ สหรัฐมีอยู่ (ถ้ามีอยู่จริง) ไม่มีค่า เมื่อเทียบกับหนี้สินมหาศาล.
และถ้ามองกลับไปตอน The Great Depression. ซึ่งสหรัฐก็อยู่ในสภาพไม่ต่างจากตอนนั้น แต่ ณ ตอนนี้ หนักหนาสาหัสกว่ามากๆ สหรัฐจึงทำทุกวิถีทาง เพื่อหาเงินมาชดใช้หนี้ การเข้าไปแทรกแซงภูมิภาค ตะวันออกกลาง เพื่อผลประโยชน์ของน้ำมัน การค้าอาวุธ และอื่นๆ แล้วถ้าหาก สหรัฐ หมดทางเลือกจริงๆ ก็อาจเลือกทางออกด้วยการ "ก่อสงคราม" โลกครั้งที่ 3 อีกครั้งก็เป็นได้
หากสหรัฐ ต้องจุดชนวนสงคราม กลุ่มมือที่มองไม่เห็น หรือพวก ไซออนนิสแบงค์เกอร์ ต้องการใช้ให้สหรัฐทำอะไร สงครามครั้งต่อไปด้วยเทคโนโลยีของอาวุธ ในปัจจุบัน ความรุนแรงของอาวุธ ที่มี อาจทำให้ มนุษยชาติ เหลือรอดเพียงแค่ 5% จากจำนวนทั้งหมดของประชากรโลก ไม่ใช่เรื่องเกินจริง แต่อย่างใด... หากถามถึง คำตอบที่พอจะคิดได้ ก็คือ ตัวอักษรภาษาอังกฤษ 3 ตัวเท่านั้น คือ "NWO " นั่นเอง..
ป.ล. อีกหนึ่งมุมมอง ถึงความเป็นมา ที่ สหรัฐเดินเกมส์ผิด หรือถูกวางแผน หลอกล่อ ให้เดินผิดพลาด มาตั้งแต่ต้น
และไม่ว่า สหรัฐ จะ ถูกกำหนด ให้เป็นไปตามแนวทาง ที่วางไว้ หรือไม่อย่างไร ความวุ่นวาย ครั้งใหญ่ ก็เริ่มใกล้เข้ามาทุกที..
ป.ล.2 เมื่อทำให้ มนุษยชาติ เหลือเพียงแค่ 5% ได้เมื่อไหร่ การเข้าควบคุม และการปกครองนั้นทำได้ง่าย กว่า 7000 ล้านคน แน่นอน..

source
https://www.facebook.com/photo.php?fbid ... =3&theater



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน