https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo" />

รัสเซีย - ยูเครน - ไครเมีย. เมื่อ ดินแดนหลังม่านเหล็ก ถอยไม่ได้!

.
.
.
.
https://www.facebook.com/torindy.indy?fref=photo
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13278
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

รัสเซีย - ยูเครน - ไครเมีย. เมื่อ ดินแดนหลังม่านเหล็ก ถอยไม่ได้!

โพสต์โดย admin » จันทร์ 23 พ.ย. 2015 11:01 am

รัสเซีย - ยูเครน - ไครเมีย. เมื่อ ดินแดนหลังม่านเหล็ก ถอยไม่ได้!
11148758_746025375524991_8429482835449099106_n.jpg
11148758_746025375524991_8429482835449099106_n.jpg (11.75 KiB) เปิดดู 233 ครั้ง

คำแถลงการณ์ ต่อรัฐสภา ของ ประธานาธิบดี วราดิเมียร์ ปูติน (18 มีนาคม 2557) เกี่ยวกับไครเมีย ที่เป็นเอกราชเดียวกันมากับ รัสเซีย ร่วม 200 ปี ก่อนที่จะเกิดการยกดินแดน ไครเมีย ให้กับ ยูเครน ไปด้วยเหตุผล บางประการ
มิตรสหายทั้งหลาย พวกเราได้มารวมกันในวันนี้ ในโอกาศอันสำคัญยิ่ง ประวัติศาสตร์ อันมีความหมาย ต่อพวกเราทุกคน การลงประชามติ ที่จัดขึ้น ในไครเมีย เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2557 ที่ผ่านมา มีกระบวนการซึ่งเป็นไปตามหลักการของ ประชาธิปไตย และเป็นที่ยอมรับ ตามมาตรฐานสากล
ประชาชน ชาวไครเมีย มีผู้ออกมาลงคะแนนประชามติ ถึง 82 เปอร์เซ็นต์ และ 96 เปอร์เซ็นต์ ของผู้ออกมาใช้ สิทธิ ได้สนับสนุน ให้มีการรวมดินแดน เข้ากับรัสเซีย ตัวเลขเหล่านี้ ได้พูดแทนใจ ของพวกเขาออกมาได้ อย่างดี
เพื่อให้เข้าใจ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลัง การตัดสินใจนี้ ดีขึ้น เราต้องรู้ ประวัติศาสตร์ ของไครเมีย ซึ่งสำหรับรัสเซีย และไครเมีย มีความหมายอย่างยิ่ง ต่อกันและกัน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ในไครเมียนั้น สะท้อนประวัติศาสตร์ และความภาคภูมิใจ ที่มีร่วมกัน ดินแดนแห่งนี้ เป็นสถานที่ตั้ง ของ Khersones (เคอร์โซเนส) สถานที่ ที่เจ้าชาย วลาดีมีร์ ได้เข้าพิธีรับศิล วิญญาณและร่างกาย ของพระองค์ ที่รับ เอาคริสต์ศาสนา นิกาย ออโธดอกซ์ เข้ามาเป็นพื้นฐานทั้งหมด วัฒนธรรม รวมถึง อารยธรรม และคุณค่าความเป็นมนุษย์ และหลอมรวม ประชาชน เข้าด้วยกัน เป็นรัสเซีย สุสานของทหารรัสเซีย ก็ยังคงตั้งอยู่ในไครเมีย และดินแดน Sevastopol เมืองแห่งการต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ กำแพงเมืองที่ตั้งตระหง่าน คือจุดกำเนิดของกองทัพเรือรัสเซีย ในทะเลดำ
ไครเมีย นั้นมีอัตลักษณ์ ของตัวเอง ที่หล่อหลอม ผู้คนในหลาย วัฒนธรรม ประเพณี ซึ่งคล้ายกับรัสเซียในภาพรวม ดินแดนของพวกเรา ไครเมีย ไม่ได้มีคนเพียงเผ่าพันธุ์เดียว ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา พลเมืองเชื้อสายต่างๆ อาศัยเคียงข้างซึ่งกันและกัน โดยดำรงไว้ซึ่งวัฒนธรรม ประเพณี ภาษาและความเชื่อ เอาไว้ได้ ประชากร บนคาบสมุทร ไครเมียในปัจจุบัน มีอยู่ 2.2 ล้านคน และ 1.5 ล้านคน เป็นเชื้อสายรัสเซีย และอีก 350,000 คน เป็นยูเครน ซึ่งพูดภาษารัสเซีย เป็นภาษาหลัก และอีก 300,000 คน เป็นไครเมียตาตาร์ ซึ่งผลการทำประชามติ ได้แสดงให้เห็นว่า พวกเขาสนับสนุนรัสเซีย
เป็นความจริงที่ว่า ครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ชาวไครเมียตาตาร์ ได้รับการปฏิบัติ อย่างไม่เป็นธรรม เช่นเดียวกับผู้คนอีกมากมาย ในยุคของสหภาพโซเวียต แต่สิ่งหนึ่งที่ข้าพเจ้าสามารถ ยืนยันได้ในที่แห่งนี้ได้ คือ ในบรรดาคนจำนวนมากมาย หลายชาติพันธุ์ ที่เคยเจ็บปวดในช่วง เวลานั้น มีคนรัสเซียรวมอยู่ไม่น้อย ด้วยเช่นกัน
ไครเมียตาตาร์. ได้กลับมาเป็นส่วนหนึ่ง ของแผ่นดินแม่ พวกเรามีความเคารพอย่างสูง ต่อประชาชน ทุกเผ่าพันธุ์ ที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไครเมีย มันเป็นบ้าน มันเป็นมาตุภูมิ ของพวกเขา และพวกเขาควรได้รับสิทธิ ซึ่งข้าพเจ้า ทราบว่าประชาชน ทุกคนที่สนับสนุน ให้ไครเมีย มีภาษาทางการ 3 ภาษา อย่างเท่าเทียมกัน คือ รัสเซีย ยูเครน และ ตาตาร์.
ท่านทั้งหลาย ในหัวใจ และจิตใจ ของประชาชน ไครเมีย เป็นส่วนหนึ่ง ที่ไม่สามารถแยกออก จากกันได้ กับ รัสเซีย และการตัดสินใจ ที่เกิดขึ้นของประชาชนชาว ไครเมีย ที่จะเข้ารวมกับรัสเซีย นั้นเป็นการยืนยัน ข้อเท็จจริง และความยุติธรรม ซึ่งจะส่งผ่าน ไปจากคนรุ่น หนึ่ง ไปสู่ คนอีกรุ่นหนึ่ง ตลอดกาล ไม่ว่าจะเกิด ภยันตราย ไดๆ ขึ้นมา แม้ว่าจะเกิดการเปลี่ยนแปลง ภายในประเทศ ของเราอย่างมากมาย ตลอด ศตวรรษ ที่ 20
ภายหลัง จากการปฏิวัติ บอลเซวิค ด้วยหลายเหตุผลด้วยกัน ได้นำเอาดินแดนขนาดใหญ่ ซึ่งเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์ ทางตอนใต้ของ รัสเซีย เข้าไปเป็นส่วนหนึ่ง ของยูเครน การตัดสินใจในครั้งนั้น เกิดขึ้นโดยไม่ได้มี การพิจารณาถึง ชาติพันธุ์ ที่ประกอบขึ้นมาเป็นประชาชน ในดินแดนนั้น ซึ่งในปี 1954 มีการตัดสินใจให้ ไครเมีย กลายเป็นส่วนหนึ่ง ของ ยูเครน พร้อมๆกับ เซวาสโตโพล ผู้ที่ทำการตัดสินใจในครั้งนั้น คือผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ นิกิต้า ครุสเชฟ (Nikita Khrushev) สื่งที่อยู่เบื้องหลัง การตัดสินใจ ก็คือ ความพยายามที่จะดึง เอาคะแนนเสียง ทางการเมือง จาก ยูเครน เพื่อชดเชยความผิดช่วงที่มี การกดขี่ชาวยูเครน ในช่วงปี ค.ส. 1930.
นัยยะสำคัญ คือการตัดสินใจ ในเรื่องดังกล่าว ขัดแย้งต่อบริบท ของรัฐธรรมนูญ ในขณะนั้นด้วย การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่างมีเบื้องหลังคลุมเครือ และเป็นเผด็จการที่ไม่ใส่ใจ ที้จะถามความเห็นของประชาชน เหล่านั้นใน ไครเมีย หรือ เซวาสโตโพล เลย พวกเขาต้องทนรับ ชะตากรรม แน่นอนว่าพวกเขา สงสัย ว่าทำไมถึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ ยูเครน แม้ว่าในภาพรวมแล้ว เป็นการเปลี่ยนแปลง ที่ยังคงอยู่รวมกัน ภายใน อาณาจักรเดียวกัน (สหภาพโซเวียต) ซึ่งไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่า ยูเครน และรัสเซีย ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่ง ของกันและกัน จะแยกจากกัน เป็นสอง ประเทศ อย่างไรก็ตามแต่มันก็ได้เกิดขึ้นแล้ว.
โชคร้าย ที่เราคิดว่า สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่กลายมาเป็นความจริง โซเวียตแยกออกเป็น ส่วนๆ สิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนมีน้อยคน ที่ตระหนักถึงความจริง และผลที่ตามมา ของเหตุการณ์นั้น หลายคนในรัสเซีย และยูเครน เอง รวมถึงอีกหลายๆคน ในสาธารณรัฐ ต่างๆ ต่างก็หวังว่าเครือจักภพ รัฐอิสระที่ตั้งขึ้น ในเวลานั้น จะกลายเป็นรูปแบบของรัฐใหม่ ที่มีควมมั่นคง พวกเขาได้รับการบอกว่า จะมีการใช้สกุลเงินเดียวกัน มีเศรษฐกิจร่วมกัน มีกองทหารร่วมกัน แต่อย่างไรก็ดี เหล่านั้นเป็นคำสัญญา ที่ว่างเปล่า ไม่มีดินแดนที่ยิ่งใหญ่อยู่อีกแล้ว และเมื่อไครเมีย กลายเป็นดินแดนชอวอีกประเทศหนึ่ง รัสเซียได้ตระหนัก ดีว่า มันไม่ใช่เหมือนถูกปล้นธรรมดา แต่เหมือนกับการถูกทุบตี
ในเวลาเดียวกัน เมื่อเกิดการล้มสลาย ทุกคนลืมนึกถึง ไครเมีย และ เซวาสโตโพล ฐานทัพหลัก ของกองทัพเรือในทะเลดำ ประชาชนหลายล้านคน เข้านอนในประเทศหนึ่ง และได้ตื่นขึ้นมาพบว่า อยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ภายในเวลาค่ำคืนเดียว พวกเขาได้กลายเป็นชนกลุ่มน้อย ของอดีตสหภาพโซเวียต ในขณะที่รัสเซียกลายเป็นชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุด
ทุกวันนี้ หลังจากผ่านมาหลายปี ข้าพเจ้ายังได้ยิน ประชาชน ไครเมียพูดว่า เมื่อย้อนกลับไปในปี 1991 เราต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรม ประเทศต้องเดินผ่านช่วงเวลา ที่ยากลำบากที่สุด ประชาชนไม่สามารถยอมรับ กับความไม่เป็นธรรม ในประวัติศาสตร์ นั้นได้ และหลายปีมานี้ ประชาชน ไครเมีย ต่างพากันพูดในที่สาธารณะเกี่ยวกับ ประเด็นนี้ พูดว่าไครเมีย เป็นดินแดนประวัติศาสตร์ ของรัสเซีย และ เซวาสโตโพล เป็นเมืองของ รัสเซีย ใช่! พวกเขายอมรับกันอยู่แล้ว ด้วยหัวใจ และ จิตใจ แต่พวกเราต้องดำเนินสิ่งต่างๆ ไปบนพื้นฐานของความเป็นจริง และรักษาความสัมพันธ์ ฉันท์เพื่อนบ้าน กับ ยูเครน.
พวกเราไม่เพียงเอาใจ ยูเครน ด้วยการต้องเสียไครเมีย แต่ว่ายังมีปัญหาทับซ้อน อื่นๆอีก เช่นเส้นพรมแดน ในทะเล เอซอฟ และที่บริเวณช่องแคบ เคิร์ซ ซึ่งพวกเราพยายาม ดำเนินการ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ อันดีกับ ยูเครน และพยายามหลีกเลี่ยง ไม่ให้เกิดความขัดแย้ง ในขณะเดียวกันเราก็หวังให้ ยูเครน เป็นเพื่อนบ้าน ที่ปฏิบัติตนที่ดี เช่นเดียวกัน เราหวังว่าประชาชน เชื้อสายรัสเซีย ในยูเครน โดยเฉพาะ ทางตะวันออกเฉียงใต้ ของยูเครน และไครเมีย จะได้รับอนุญาติ ให้มีชีวิตอย่างมีเสรีภาพ ประชาธิปไตย และมีความเป็นธรรม ที่จะได้รับการปกป้อง คุ้มครอง สิทธิ ของพวกเขา ในฐานะพลเมืองของยูเครน ตามระเบียบปฏิบัติแบบสากล และกฎหมายที่เป็นแบบสากล กำหนดไว้.
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ ได้เปลี่ยนแปลงไป ชาวยูเครนต้องการที่จะเปลี่ยนแปลง พวกนักการเมือง ที่ครองอำนาจอยู่ ในขณะที่ยูเครนเป็นเอกราช มีการเปลี่ยน ประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี และ รัฐสภา หลายครั้ง แต่นักการเมืองที่เข้ามากลับมา ต่อสู้เพื่อแย่งชิง อำนาจ และละเลย ไม่สนใจประชาชนชาวยูเครน ในปี 2013 เพียงปีเดียว ชาวยูเครน กว่า 3 ล้านคน เข้ามาหางานทำในรัสเซีย เพราะปัญหาความยากจน
ข้าพเจ้า เข้าใจประชาชน ชาวยูเครน เหล่านั้น ที่ออกไปประท้วง ด้วยความสันติ เพื่อต่อต้าน การ คอร์รัปชัน การบริหารประเทศที่ไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาความยากจน พวกเขามีสิทธิ์ ที่จะประท้วงอย่างสงบ อย่างไรก็ตามมีคนที่อยู่ เบื่องหลังเหตุการณ์ รุนแรงที่เกิดขึ้น คนเหล่านั้น มีเป้าประสงค์ต่างออกไป พวกเขาได้มีการเตรียมรัฐบาลใหม่ เอาไว้แล้ว พวกเขาต้องการยึดอำนาจ โดยไม่สนใจสิ่งอื่นได พวกเขาใช้วิธีการก่อการร้าย การเข่นฆ่า และการจราจล พวกชาตินิยมหัวรุนแรง พวกนีโอนาซี พวกวิตกจริตที่หวาดกลัวรัสเซีย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารนี้ และพวกเขายังคง ชักใยอยู่ในยูเครน จนถึงทุกวันนี้
พวกที่เข้ามายึดครองอำนาจ ได้ออกกฏหมาย เพื่อที่จะปรับ นโยบายเกี่ยวกับภาษา
ซึ่งกฏหมาย นี้ได้ละเมิด ต่อสิทธิของ ประชากรกลุ่มน้อย อย่างไรก็ตาม ผู้ให้การสนับสนุน ในต่างประเทศ ที่สนับสนุนการยึดอำนาจ กลับบอกว่า มันเป็นแค่ "หลักการ" เท่านั้น มีบางคนยอมรับว่า ผู้ชี้นำให้เกิดสถานการณ์ อย่างในปัจจุบันนี้ เป็นผู้ที่ฉลาด และเข้าใจเป็นอย่างดี ว่าจะจัดการให้ยูเครน ไปในทิศทางใด ร่างกฏหมายนั้น ได้ถูกระงับไว้ชั่วคราว แต่ชัดเจนว่ามันจะถูกนำกลับมาใช้ ในอนาคต อย่างไรก็ตาม พวกเราได้ตระหนักดีว่า ความพยายามนี้ เป็นอุดมการณ์ ที่สืบทอดมาจาก บันเดร่า (Stepan Bandera) ผู้สนับสนุนฮิตเลอร์ ในช่วงสงครามโลก ครั้งที่ 2
เป็นที่น่าสังเกตุว่า ไม่มีผู้มีอำนาจ ในการบริหารประเทศที่ถูกต้อง ตามกฏหมาย ในยูเครน ขณะนี้ ไม่มีใครที่สามารถ เป็นตัวแทน เจรจา หน่วยงานหลายแห่ง ของรัฐบาลยูเครน ถูกยึดครอง โดยผู้ไม่หวังดี แต่พวกเขาไม่สามารถแสดงตัว ออกมาได้ ข้าพเจ้า อยากจะย้ำตรงนี้ว่า พวกเขาเหล่านั้นส่วนใหญ่ เป็นพวกหัวรุนแรง ซึ่งคุณต้องได้รับอณุญาติเป็นพิเศษ จากกลุ่มกองกำลังติดอาวุธก่อน ที่จะได้ เข้าพบกับรัฐมนตรี ของรัฐบาล ปัจจุบัน เพื่อเจรจา เรื่องต่างๆได้ ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นความจริง
ใครก็ตามที่ต่อต้าน การปฏิวัติ จะถูกตอบโต้ ด้วยความรุนแรง ซึ่งกลุ่มแรกคือชาวไครเมีย ประชาชนชาวไครเมีย และ เซวาสโตโพล จึงได้หันมาหา รัสเซีย เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้ปกป้องสิทธิ และ ชีวิต ของพวกเขา ช่วยป้องกันสถานการณ์ ต่างๆ ในภายหน้า ที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ และที่เกิดขึ้นแล้ว เช่น เคียฟ / โดเนสท์ / คารคอฟ / และเมืองอื่นๆ ในยูเครน.
เราจึง ไม่สามารถ ที่จะทนนิ่งเฉย ต่อคำวิวรณ์เหล่านี้ โดยไม่ตอบสนองได้ เราไม่สามารถละทิ้ง ไครเมีย และ ประชาชน ในยามวิกฤต ได้ มิอย่างนั้นจะ เท่ากับเราทรยศต่อตัวเอง
ประการแรก เราจำเป็นต้องช่วย ทำให้ ประชาชนไครเมีย สามารถแสดงเจตจำนงค์ ของพวกเขาได้อย่างสันติ เพื่อกำหนดอนาคต ของตัวเอง ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
อย่างไรก็ตาม เรากลับไม่ได้ยินมิตรสหาย ของเราในยุโรปตะวันตก และอเมริกาเหนือ พูดถึงสิ่งเหล่านี้เลย พวกเขาพูดแต่เพียงว่า เราละเมิดกฏหมายระหว่างประเทศ แต่มันก็ยังถือว่าดีอยู่บ้าง ที่อย่างน้อย พวกเขายังจำได้ ว่ามีกฏหมายระหว่างประเทศ อยู่ด้วย ดีกว่าที่พวกเขา จะจำอะไรไม่ได้เลย.
"แต่สิ่งที่สำคัญที่สุด พวกเราละเมิดสิ่งใดกัน?"
เป็นความจริงว่า ประธานาธิบดี ของรัสเซีย ได้รับอำนาจจากสภาสูง ในการใช้กำลังทหาร ในดินแดนยูเครน ได้ แต่ข้าพเจ้า ขอบอกอย่างชัดเจนว่า ยังไม่มีการกระทำใดๆ เช่นนั้นเลย แม้ว่าจะได้รับ อนุญาต มาแล้วก็ตาม..
ป.ล. เป็นที่น่าสังเกตุว่า ความช่วยเหลือของรัสเซีย ที่หยิบยื่นให้ ไครเมีย และ เซวาสโตโพล ซึ่งครั้งหนึ่งเป็นดั่งพี่น้องร่วมชาติกันมาก่อน โดยรัสเซีย มีความจำเป็น ต้องมีความเคลื่อนไหว ทุกวิถีทาง เพื่อความมีเสถียรภาพ ความสงบสุบ และสันติ ของภูมิภาคนี้ แต่กลับถูกมิตรสหาย (ไม่น่าจะใช่มิตร) ทางฝั่งตะวันตก กล่าวหาว่าละเมิด กฎหมายระหว่างประเทศ แบบหน้าตาเฉย ด้วยเหตุที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง กับความพยายาม ทำให้เกิดความวุ่นวาย ด้วยไฟสงคราม และ ความไม่สงบต่างๆ และทำให้มันแผ่ขยายตัว เข้าไป ใกล้ๆบ้านของ รัสเซีย ซึ่งไม่เป็นผลดีกับรัสเซีย ทั้งทางตรง และทางอ้อม การยื่นมือ เพื่อเข้าไปจัดการกับปัญหา จึงเป็นสิ่งที่ต้องทำ และต้องรีบทำ การปกป้องอธิปไตย ของรัสเซีย จึงมีความถูกต้อง มากกว่าเกมส์การเมืองระหว่างประเทศ ที่แสนสกปรกมากมายนัก ^^

11986495_746025358858326_6514150056900359491_n.jpg
11986495_746025358858326_6514150056900359491_n.jpg (8.75 KiB) เปิดดู 233 ครั้ง


source
https://www.facebook.com/torindy.indy/p ... 5392191656



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน