https://www.facebook.com/profile.php?id ... 35&fref=nf" />

คนในสมัยพุทธกาล กับคนในยุคนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ สาเหตุที่คนในยุคนั้น บรรลุธรรมกันเยอะและง่าย เพราะเขาสั่งสมบารมีมามาก

หลังจาก เพจ อาจาร์ยชาลีโดนปิดไป ก็มีเพจนี้แทน แต่ไม่ใช่คนเดียวกัน

Face Book Page : Active
https://www.facebook.com/profile.php?id ... 35&fref=nf
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13545
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

คนในสมัยพุทธกาล กับคนในยุคนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ สาเหตุที่คนในยุคนั้น บรรลุธรรมกันเยอะและง่าย เพราะเขาสั่งสมบารมีมามาก

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 23 ส.ค. 2015 5:40 pm

11892095_1474439219546484_1772986471002102031_n.jpg
11892095_1474439219546484_1772986471002102031_n.jpg (79.33 KiB) เปิดดู 396 ครั้ง

คนในสมัยพุทธกาล กับคนในยุคนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ สาเหตุที่คนในยุคนั้น บรรลุธรรมกันเยอะและง่าย เพราะเขาสั่งสมบารมีมามาก และอัตตามันน้อย ก็เลยว่านอนสอนง่าย พอพระพุทธองค์ กล่าวธรรมะโดยไม่กี่ประโยค ก็เลยบรรลุธรรมกันเร็ว
ส่วนคนในยุคนี้ บารมีน้อยอยู่แล้ว มิหนำซ้ำยัง อวดเก่ง ถือดี ประเภทเจ้าทิฐิ และมีมานะ คนประเภทนี้ บางครั้งจะต้องเผชิญกับ วิบากกรรมที่รุนแรงนะ ถึงจะเข็ดหลาบ ทิฐิ มานะ ถึงจะลดลง จิตใจจะได้มีความ "นอบน้อม" ต่อพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ พอจิตใจ"นอบน้อม" การสอนธรรมะ ก็กลายเป็นเรื่องง่าย
จิตที่นอบน้อม คือ "กุศลจิต" มีเจตสิกที่เป็นคุณธรรมฝ่ายดี เช่น สติ สัทธา หิริ โอตัปปะ และปัญญา เกิดร่วมด้วย พอคุณธรรมเหล่านี้เกิดขึ้น การสอนธรรมะมันก็เลยเป็นเรื่องง่ายๆ เพราะบรรดา ทิฐิ มานะ กระทั่งโลภะ ที่เป็นอกุศลจิต เกิดไม่ได้นั่นเอง
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (ข้าพเจ้า) ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ซึ่งเป็นผู้ไกลจากกิเลส ตรัสรู้ดีรู้ชอบด้วยตนเอง.....
นี่คือบทสวดที่เราคุ้นเคยกันดี แต่มีคนเข้าใจน้อยมาก จริงๆบทสวดบทนี้ เป็นที่มาก็มาจาก การเปล่งวาจา ของบรรดา ยักษ์ อสุร เทวดา พรหม ที่แสดงถึงจิตใจที่ "นอบน้อม" ภายหลังฟังธรรมจากพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถ้าใครนึกบทสวดไม่ออก ขอให้นึกถึง "นะโม" ที่เราชอบสวดกันนี่แหละนะ
ดวงจิตที่"นอบน้อม" เปรียบเสมือนภาชนะที่ หงายพร้อมรองรับ กระแสแห่งพระธรรม และพร้อมที่จะบรรลุ มรรค ผล นิพพาน
ส่วนจิตที่ประกอบด้วย "มานะ ทิฐิ" นั้น เปรียบเสมือนภาชนะที่"คว่ำ" ไม่ว่าจะเทน้ำลงไปมากแค่ไหน กระทั่งหมดมหาสมุทร ไม่สามารถรองรับน้ำ แม้เพียงหยดเดียว
พระพุทธองค์ท่าน รู้วาระของจิต ท่านถึงไม่สอนธรรมะ คนที่มากไปด้วย "มานะ และทิฐิ" เพราะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อันใด เสียประโยชน์ทั้งผู้ให้แลผู้รับ
ในสมัยพุทธกาล เคยมีพระพาหิยะ ที่บรรลุธรรมเร็วที่สุด แต่กว่าจะได้ฟังธรรม ก็ออกแสวงหาพระพุทธเจ้าอยู่นานมาก แต่ด้วยความศรัทธา ท่านก็ไม่ย่อท้อที่จะฟังธรรม ครั้นพอมาเจอพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ตรัสห้ามถึง ๒ หรือ ๓ ครั้ง ก่อนที่จะแสดงธรรมด้วยบทที่ว่า
“ดูกร พาหิยะ
เมื่อท่านเห็น จงเป็นสักว่าเห็น
เมื่อได้ยินจงเป็นสักว่าได้ยิน
เมื่อทราบจงเป็นสักว่าทราบ
เมื่อรู้แจ้งจงเป็นสักว่ารู้แจ้ง
ในการณ์ใดที่ท่านเมื่อเห็นก็สักว่าเห็น
เมื่อได้ยินก็สักว่าได้ยิน เมื่อทราบสักว่าทราบ
เมื่อรู้แจ้งสักว่ารู้แจ้ง
ในการณ์นั้นท่านย่อมไม่มี
ท่านไม่มีในปัจจุบัน
ท่านไม่มีในอดีต
ท่านไม่มีในอนาคต
นี่แหละเป็นที่สุดแห่งทุกข์”
พระพาหิยะฟังแค่นี้แหละครับ ท่านก็บรรลุอรหันต์ ก่อนที่จะถูกแม่โคขวิดตายในที่สุด ซึ่งพระสูตรที่ว่าด้วยเรื่องของพระพาหิยะ สามารถนำมาเป็นแง่คิดได้หลายอย่าง สิ่งหนึ่งก็คือ พระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์ เป็นไปเพื่อให้หลุดพ้น จากการเวียนว่ายตายเกิด "ไม่ใช่" ศึกษาเพื่อที่จะไม่ตาย แม้แต่พระพาหิยะ ที่บรรลุพระอรหันต์ ก็ยังเลี่ยงความตายไม่ได้
ประการต่อมา ทำไมพระพุทธองค์ถึง ตรัสห้ามพระพาหิยะถึง ๒- ๓ครั้ง ทั้งๆที่พระพาหิยะ บังเกิด"ศรัทธา"เป็นอันมาก จิตที่ประกอบด้วยศรัทธา น่าจะบรรลุธรรมได้ง่ายๆ กว่าบรรดาจิตที่ประกอบด้วย "มานะ ทิฐิ"
ก็เพราะพระพุทธองค์ท่านเห็นว่า จิตของพระพาหิยะในตอนนั้น ยังไม่พร้อมที่จะฟังพระธรรม เพราะประกอบไปด้วย "ความอยาก(ตัณหา)" ที่จะฟังธรรม "ดิ้นรนปรุงแต่ง" เป็นอันมาก จิตในลักษณะนี้ ยังไม่พร้อมที่จะรองรับ พระสัทธรรมนั่นเอง
"ตัณหา มานะ ทิฐิ" คือ อกุศลจิตหรือ ปปัญจธรรม ที่ทำให้เกิดความเนิ่นช้า และขวางกั้น มรรค ผล นิพพาน แม้แต่"ความอยาก" ที่เนื่องด้วยศรัทธาที่มากเกินไป ก็ขวางกั้น มรรค นิพพาน ได้เช่นกัน
แล้วจิตแบบไหน? ถึงจะเรียกว่า "นอบน้อม" พร้อมที่จะรองรับพระธรรม
ผมอยากให้ท่านลองท่อง บทสวดสั้นๆที่เราคุ้นเคย คือ "นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ๓ จบ พร้อมคำแปลดูนะครับ (ท่องในใจ ตอนนี้เลยนะ)
และถ้าท่องครบแล้ว จิตยังไม่"นอบน้อม"ต่อพระพุทธองค์ ขอให้ท่าน"เลิกอ่าน" บทความของผมนะ เสียเวลาเปล่าๆ กลับไปทำในสิ่งที่ท่านชอบ ชอบอันใดหรือที่ไหนก็ไปที่นั่น จะได้ไม่ต้องมาคอย จับผิดหรือปรามาส มีเวรกรรมต่อกัน
และ "กราบขออโหสิกรรม ที่บทความของผม เคยผิดพลาดล่วงเกินใคร"
ผมไม่อยาก"บล็อค" อยากให้พิจารณาตนเอง เพราะต่อไปนี้ผมจะลด บทความทางโลกลง เมื่อวานก็เข้ามาลบออกไปเยอะแล้ว เพราะยิ่งเขียน "นิวรณ์ธรรม" ที่มารบกวนใจยิ่งมาก ความฟุ้งซ่านมันก็ยิ่งเยอะตามไปด้วย
สำหรับคนที่ "นอบน้อม"ต่อพระพุทธองค์ ผมก็อยากสอนธรรมะสั้นๆว่า
พยายามมี"สติ" อยู่กับปัจจุบัน อย่ามัวแต่นึกถึง อดีตที่ล่วงมาแล้ว หรือกังวลกับอนาคต ที่ยังมาไม่ถึง
....ธรรมะ คือ ปัจจุบัน นอกนั้น เป็น..."ความคิด"...

source
https://www.facebook.com/photo.php?fbid ... 335&type=1



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 2 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron