15. สู่การศึกษาในอุดมคติ

คุณSutthichai Janpongเป็นครูต่างจังหวัด เขียนเข้ามาว่า ต้องการให้ผมเขียนซีรี่ส์เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา:
"ขอบคุณครับอาจารย์ เป็นมุมมองเกี่ยวการปฎิรูปการศึกษาทั้งระบบเพื่อพัฒนาให้คนในประเทศมีองค์ความรู้ ขบวนการคิดวิเคราะห์เท่าทันกับระบบทุนนิยม รวมถึงปลูกจิตสำนึกในส่วนรวมของสังคม
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13278
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

15. สู่การศึกษาในอุดมคติ

โพสต์โดย admin » พฤหัสฯ. 13 ส.ค. 2015 2:34 pm

15. สู่การศึกษาในอุดมคติ
11813418_376974499165597_9182019929163020620_n.jpg
11813418_376974499165597_9182019929163020620_n.jpg (22.31 KiB) เปิดดู 200 ครั้ง

จากหลักของCarl Flesch ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนว่า ถนนทุกสายของการศึกษามุ่งสู่ความเป็นศิลป์ หรือความเป็นเลิศนั้นเอง
ความคิดสร้างสรรค์ (creativity) หรือนวัตกรรม (innovation)ไม่ได้ลอยมาจากกลางอากาศ แต่ได้มาจากพื้นฐานที่แข็งแกร่งของความรู้หรือความเชี่ยวชาญด้านเทคนิค และจากการค้นคว้าต่อยอด การประยุกต์ความรู้นั้นตามหลักวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกส์
ในระดับทางโลก ไอเดียใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยมากแล้วมาจากการปรับปรุงของที่มีอยู่แล้ว ผ่านพื้นฐานทางเทคนิคที่ลงรายละเอียดและการประยุกต์ตามหลักวิทยาศาสตร์หรือฟิสิกซ์ทั้งนั้น
เวลาเขียนคู่มือการสร้างอะไร เขาจะใช้คำว่าศิลป์ (Art) เสมอ เช่นศิลปะการการสร้างรถยนต์ (The Art of Making Cars) ศิลปะการสร้างเปียโน (The Art of Making Pianos) ศิลปะการสร้างปืน (The Art of Making Guns) เราอ่านดูจะรู้ได้ทันทีว่า ของที่ทำมามีคุณภาพเป็นเลิศและมีความน่าเชื่อถือ เพราะว่าต้องผ่านขบวนการผลิตทางเทคนิคที่ยอดเยี่ยม และการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์และพฟิสิกส์เพื่อให้ให้คุณภาพที่เป็นเลิศ เช่นรถยนต์BMW เปียโนSteinway & Sons ปืนยี่ห้อSig Sauer
เขาจะไม่ใช้คำว่า The Technique of Making Cars เพราะว่าน่าจะเป็นระดับรถยนต์ตุ๊กตุ๊กบ้านเรา The Technique of Making Pianosเป็นเปียโนยี่ห้อจีนแดง the Technique of Making Guns ปืนเถื่อนที่ทำกันโดยทั่วไป
และเขาจะไม่ใช้คำว่า The Science of Making Cars, the Science of Making Piano, The Science of Making Guns เพราะว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์เป็นทฤษฎี ที่ต้องประยุกต์ใช้กับความเป็นจริงอีกต่อหนึ่ง
สรุปความคือ ความเป็นเลิศคือศิลป์เป็นปรากฎการที่ได้จากเทคนิคและวิทยาศาสตร์รวมกัน
แม้แต่ในการบริหารเอง ก็มีคำศัพท์ว่า The Art of Management หรือศิลปะการบริหารเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการดูแลหรือบริหารองค์กรให้เจริญก้าวหน้า ซึ่งได้ผู้บริหารจำต้องรู้กลไกหรือเทคนิคของบริษัทตัวเอง หรือรายละเอียดของสินค้าหรือบริการของตัวเอง และการปฏิสัมพันธ์จากปัจจัยภายนอกของคู่แข่งหรือตลาด และต้องรู้จักประยุกต์ในการแก้ปัญหาให้ถูกต้องตามหลักของกลไกธรรมชาติของตลาด หรือสภาวะแวดล้อม ก่อนที่จะใช้ความเป็นศิลป์ในการกำหนดทิศทางหรือลงมือกระทำอะไรบางอย่างเพื่อให้องค์กรเดินหน้าต่อไปได้
คำถามว่าทำไมการศึกษาไทยไม่สามารถจะสร้างคนไทยที่มีความคิดสร้างสรรค์หรือสามารถสร้างสวัตกรรมใหม่ๆแข่งกับชาวโลกได้ พวกนักเศรษฐศาสตร์จะรีบด้วนสรุปว่า เป็นเพราะว่าเราไม่มีงบลงทุนในการวิจัยและพัฒนา (research & development) หลายคนชอบอ้างคำพูดว่า เพราะว่าเราเรียนแบบท่องจำเหมือนนกแก้วนกขุนทอง คิดเองไม่เป็น ที่สำคัญที่สุด เราไม่กล้าคิดนอกกรอบ (think outside the box)
ที่วิจารณ์กันมามีส่วนถูกทั้งนั้น แต่ที่สำคัญที่สุด ก่อนที่จะคิดเป็น คิดนอกกรอบ คิดแบบสร้างสรรค์ สามารถประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆได้ เราจำต้องมีพื้นฐานทางเทคนิคในสิ่งนั้นอย่างรอบด้านทุกแง่ทุกมุมในรายละเอียด และค้นคว้าประยุกต์ต่อยอดผ่านตามหลักวิทยาการ ก่อนที่จะได้มาซึ่งความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมที่แท้จริง
ซีรี่ส์ทั้งหลายที่ผมเขียนแบบสร้างสรรค์ (creative writing) มาจากความรู้เทคนิคเฉพาะเรื่องที่ผมสั่งสมมานาน30ปีไม่ว่าการเมือง เศรษฐกิจการเงิน ประวัติศาสตร์ ความมั่นคง ศิลปะ ฯลฯ ซีรี่ส์ของผมอิงกับความรู้พื้นฐานเทคนิค แล้วประยุกต์กับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยการเปรียบเทียบกัน ค้นคว้าหาข้อมูลเพิ่มเติม วิเคราะห์จำแนก แยกส่วนภาพลวงตาและภาพที่เป็นจริง แล้วเอามาประกอบใหม่ เพื่อที่จะนำไปสู่ความเข้าใจใหม่ และสามารถที่จะอธิบายปรากฎการทางการเมือง เศรษฐกิจ การเงิน ความมั่นคงได้ตามสิ่งเป็นอยู่จริง หรือควรจะเป็น
การสร้างสรรค์มาจากหยาดเหงื่อและแรงงาน ที่กระทำอย่างมีระบบผ่านเทคนิคและวิทยาศาสตร์การต่อยอดเป็นเวลาต่อเนื่องไม่มีวันสิ้นสุด โดยมีความเฉลียวฉลาดอยู่บ้างเป็นทุนเดิม
thanong
9/8/2015

source
https://www.facebook.com/ThanongFanclub ... 99165597:0



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน