12. สู่การศึกษาในอุดมคติ

คุณSutthichai Janpongเป็นครูต่างจังหวัด เขียนเข้ามาว่า ต้องการให้ผมเขียนซีรี่ส์เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษา:
"ขอบคุณครับอาจารย์ เป็นมุมมองเกี่ยวการปฎิรูปการศึกษาทั้งระบบเพื่อพัฒนาให้คนในประเทศมีองค์ความรู้ ขบวนการคิดวิเคราะห์เท่าทันกับระบบทุนนิยม รวมถึงปลูกจิตสำนึกในส่วนรวมของสังคม
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13304
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

12. สู่การศึกษาในอุดมคติ

โพสต์โดย admin » พฤหัสฯ. 13 ส.ค. 2015 2:31 pm

12. สู่การศึกษาในอุดมคติ
11828809_376941342502246_5179125044218796583_n.jpg
11828809_376941342502246_5179125044218796583_n.jpg (52.53 KiB) เปิดดู 165 ครั้ง

Jean Piaget (คศ 1896- คศ1980) นักจิตวิทยาพัฒนาการของเด็กชาวสวิสที่มีชื่อเสียงเขียนว่า: "เป้าหมายหลักของการศึกษาในโรงเรียนคือ ผลิตคนหนุ่มสาวออกมาให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ โดยที่ไม่กลับไปทำซ้ำในสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำมาก่อน คนหนุ่มสาวต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มีความคิดเชิงวิเคราะห์ พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่จริง โดยไม่ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นนำเสนอมา"
นักการศึกษาส่วนมากฟังดูอีตาPiagetพูดแล้วเคลิ้ม เพราะว่านี้คือวิธีการสร้างความก้าวหน้าของสังคม ผ่านการปฏิเสธสิ่งที่ล้าหลังโบราณ เพื่อที่จะค้นพบและประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆขึ้นมา โดยผ่านขบวนการสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่
แต่เราลองมาวิเคราะห์สิ่งที่อีตาPiagetแนะนำเราเรื่องการศึกษาว่าถูกต้องด้วยประการทั้งปวงจริงหรือ? ขอแบ่งสิ่งที่Piagetเขียนออกมาเป็นสองส่วน คือ
1. "เป้าหมายหลักของการศึกษาในโรงเรียนคือ ผลิตคนหนุ่มสาวออกมาให้สามารถสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆได้ โดยที่ไม่กลับไปทำซ้ำในสิ่งที่บรรพบุรุษเคยทำมาก่อน"
และ 2. "คนหนุ่มสาวต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มีความคิดเชิงวิเคราะห์ พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่จริง โดยไม่ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นนำเสนอมา"
ในประการแรก เราอาจจะจำแนกPiagetได้ว่าเป็นพวกที่เชื่อในcreative destruction หรือการทำลายอย่างสร้างสรรค์ ผ่านขบวนการวิภาษวิธี (dialectic) หมายความว่าสิ่งใหม่จะเกิดขึ้นมาได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งเก่าต้องถูกทำลายไปก่อน เราสามารถเรียนรู้จากความรู้ที่สั่งสมโดยบรรพบุรุษได้ แต่หลังจากรู้แล้ว ก็ทำลายสิ่งที่บรรพบุรุษเคยสร้างมา เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่เพื่อผลักดันให้สังคมก้าวหน้าต่อไป มิเช่นนั้นสังคมจะอยู่กับที่
นี้คือการทำลายอย่างสร้างสรรค์ของนักคิดกระแสหลักในโลกตะวันตก
การทำลายและสร้างสรรค์สิ่งใหม่เป็นขบวนการวิภาษวิธี (dialetic) คือต้องประกอบด้วย3ปัจจัยคือ 1. ปัญหา (Problem) 2. ปฎิกิริยา (Reaction) 3. ทางออก (Solution)
ยกตัวอย่างเช่น 1. ปัญหา: โทรศัพท์บ้านใช้แล้วไม่สะดวกเพราะว่าต้องอยู่บ้านถึงจะรับโทรศัพท์พูดคุยได้ อันนำไปสู่
2. ปฏิกิริยา: แทนที่จะใช้สายโทรศัพท์ใต้ดินต่อเข่้าเครื่อง ใช้คลื่นอากาศแทน
3. ทางออก: ผลลัพท์คือโทรศัพท์ไร้สายที่แสนจะสะดวกสบายเหมือนกับที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้
ตัวอย่างนี้ฟังแล้วเข้าท่า ไม่มีใครค้านในประเด็นนี้ แต่พอมันเป็นเรื่องระบบการเมือง จะเริ่มมีปัญหา
1. ปัญหา: สังคมศักดินา
2. ปฏิกิริยา: ปลุกระดมมวลชน เดินขบวนต่อต้าน ปฏิวัติประชาชนเพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง
3. ทางออก: สังคมประชาธิปไตย
วิเคราะห์: ดูเอาก็แล้วกันว่า 80กว่าปีที่ผ่านมา มีสังคมประชาธิปไตยจริงหรือเปล่า หลังจากโค่นล้มศักดินา อำนาจอยู่ที่พ่อค้านายทุนนักการเมืองและต่างชาติที่เข้ามากอบโกยทำให้คนไทยเป็นทาสแรงงาน
อีกตัวอย่างหนึ่ง:
1. ปัญหา: ทำนาไปทำไม ยิ่งทำยิ่งจน
2. ปฏิิกิริยา: เลิกทำนา ไปทำอย่างอื่นที่รวยกว่า ให้มูงค่าสูงกว่าข้าว
3. ทางออก: เปลี่ยนเป็นทำนากุ้งให้หมด
วิเคราะห์: ไม่ต้องอธิบายมาก นี้คือหายนะของประเทศไทย
อีกตัวอย่างหนึ่ง
1. ปัญหา: ศาสนาพุทธทำให้คนไทยล้าหลัง เพราะว่ายอมรับในกฎแห่งกรรม ทำให้ไม่กระตือรือล้นที่จะทำให้ชีวิตตัวเองดีขึ้น ยอมรับสภาพที่เป็นอยู่
2. ปฏิกิริยา: ล้มเลิกศาสนาพุทธ
3. ทางออก: ไม่ต้องมีศาสนา สิงคโปร์ไม่มีศาสนา แต่รวยกว่าไทย เจริญกว่าไทย
วิเคราะห์: การทำลายศาสนาพุทธเป็นการทำลายรากเหง้าของไทย ถือว่าเป็นการล้มประเทศไทย ของที่บรรพบุรุษสร้างมาหรือสืบทอดมาที่ดีอยู่แล้วต้องรู้จักรักษา เพราะว่าเป็นหนทางของการหลุดพ้น สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเป็นจริงแน่แท้ที่อยู่เหนือกาลเวลา แต่ขบวนการทำลายศาสนาของฝรั่งจะทำให้เราไขว้เขว่
ของใหม่ไม่มีทางสู้ของเก่าได้ในหลายกรณี อาหารไทยที่บรรพบุรุษสร้างมาให้เรา ถ้าไม่รักษาหรือดัดแปลงจนกลายพันธุ์ ต่อไปคนรุ่นยุคในอนาคตจะไม่ได้ชิมอาหารอร่อยของดี เพราะว่าเราไม่ได้รักษาและสืบทอด ไม่ทำนุบำรุงดินน้ำอากาศเพื่อให้พืชผักผลไม้และสัตว์เลี้ยงมีการเจริญเติบโตและแพร่พันธุ์โดยปลอดสารพิษ
การทำลายของเก่าไม่ใช่จะดีเสมอไป เราต้องระวังความคิดวิภาษวิธีของฝรั่งที่จ้องทำลายเรา
ในประการที่สองที่Piagetแนะนำว่า "คนหนุ่มสาวต้องเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ คิดประดิษฐ์ ค้นพบสิ่งใหม่ๆ มีความคิดเชิงวิเคราะห์ พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่จริง โดยไม่ยอมรับในสิ่งที่คนอื่นนำเสนอมา" ข้อนี้มีเหตุผล รับฟังได้ ปัญหาคือระบบการศึกษาอะไรที่จะทำให้คนหนุ่มสาวที่จบออกมาจากสถาบันการศึกษามีวิธีคิดสร้างสรรค์แบบนี้?
thanong
9/8/2015

source
https://www.facebook.com/ThanongFanclub ... 42502246:0



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน