https://vk.com/theeyesproject
Facebook Page : Active
https://www.facebook.com/fisont" />

อียูขีดเส้นตายแบนอาหารทะเลไทยบีบเร่งแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมายให้ได้ภายใน 6 เดือน

ปอกเปลือก ทรราช .
ทันข่าวสาร ทันโลก รับรู้ข่าวสารต่างๆที่สื่อบ้านเราไม่ค่อยได้นำเสนอกัน
เปิดโลกทัศน์ในการรับรู้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลก ทันข่าว ทันโลก ทันเหตุการณ์ ตีแผ่เรื่องราวทุกๆเรื่องราวที่มีความไม่ชอบมาพากลที่เกิดขึ้นในทุกๆมุมของโลก
https://vk.com/theeyesproject
Facebook Page : Active
https://www.facebook.com/fisont
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13569
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

อียูขีดเส้นตายแบนอาหารทะเลไทยบีบเร่งแก้ไขปัญหาทำการประมงผิดกฎหมายให้ได้ภายใน 6 เดือน

โพสต์โดย admin » พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 5:36 pm

ลุงตู่ครับ... นี่ก็เรื่องใหญ่และเรื่องเร่งด่วนอีกเรื่องหนึ่งนะครับผม เมื่อวานนี้ (20 เม.ย.58) AP รายงานว่าสหภาพยุโรปให้เวลาไทยในการแก้ไขนโยบายและปัญหาการกระทำผิดกฎหมายในการทำการประมง มิฉะนั้นอียูจะสั่งห้ามนำเข้าอาหารทะเลจากไทยภายในสิ้นปีนี้ ชาติสมาชิกสหภาพยุโรป 28 ประเทศมีมติยื่นคำเตือนขั้นเด็ดขาดมายังรัฐบาลไทยว่าอาจจะทำให้ไทยสูญเสียรายได้ถึง 500 ล้านยูโรต่อปีจากการค้าขายอาหารทะเลให้กับยุโรปก็ได้
ประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกอาหารทะเลรายใหญ่ประเทศหนึ่ง (อันที่จริงต้องบอกว่าที่ 1 ของโลกเลยหละนี่นายกฯรัสเซียเขาพูดตอนมาเยี่ยมเมืองไทยเมื่อไม่นานนี้เอง) ตามรายงานบอกว่าไทยสามารถสร้างรายได้จากการทำประมงทางทะเลได้ถึงเกือบ 5 พันล้านยูโร ($5.4 billion) (ประมาณ 1.75 แสนล้านบาท) ต่อปี (นี่หมายถึงยอดรวมส่งออกอาหารทะเลของไทยทั่วโลกนะครับ ไม่ใช่เฉพาะที่อียูเท่านั้นนะ) และมันมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมด้านนี้ของอียูโดยตรง (เพราะเขาเริ่มขาดดุลการค้ากับเรา เขามีความรู้สึกว่าเขาเสียเปรียบให้ไทย อุตสาหกรรมการประมงของเขากำลังจะไปไม่รอด เพราะถูกสินค้าไทยไปตีตลาด) ไทยส่งออกอาหารทะเลไปยังอียูมีมูลค่าตกประมาณ 575-730 ล้านยูโรต่อปี (ประมาณ 2 - 2.5 หมื่นล้านบาท)
ในขณะที่ปริมาณปลาทะเลทั่วโลกกำลังลดลง อียูจึงเริ่มเข้มงวดกับประเทศต่างๆที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอียูด้วยการอ้างว่าไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ อียูอ้างว่าสถิติการทำการประมงทางทะเลอย่างผิดกฎหมายทั่วโลกเพิ่มขึ้น 15% และได้สร้างตลาดมืดขึ้นมาซึ่งมีมูลค่าถึง 10,000 ล้านยูโร (ประมาณ 3.52 ร้อยล้านบาท) อียูถือว่านั่นคือการทำลายสภาพแวดล้อมและชุมชนการทำประมง (ตอนอ้างสถิติก็อ้างสถิติโลก แต่พอจะเล่นงานก็มุ่งมาที่ไทยเพียงประเทศเดียว)
ขณนี้ทางอียูหวังว่าจะเริ่มสร้างความร่วมมือกับไทยหันมาปรับปรุงข้อปฏิบัติต่างๆเกี่ยวกับด้านกฎหมายให้กระชับขึ้นและอุดช่องโหว่จากการหาประโยชน์จากอุตสาหกรรมประมงที่ผิดกฎหมาย สำหรับประเทศที่ได้รับใบเหลือง (yellow card) แล้วสามารถที่เปลี่ยนสถานะมาเป็นใบเขียว (green card) ได้หากทำตามมาตรฐานที่อียูกำหนด หรือมิฉะนั้นอียูก็จะแจกใบแดง (red card) และสั่งห้ามทำการค้าขายแทน (ตรงนี้เขาต้องการให้เราวิ่งเข้าไปหาเขา เพราะเขาเปิดช่องให้ว่าต้องการความร่วมมือกับไทย)
ตอนแรกก็เล่นงานอุตสาหกรรมการประมงของไทยด้วยข้อหาแรงงานทาส แรงงานผิดกฎหมาย เรื่องสิทธิมนุษยชน พอรัฐบาลไทย (คสช.) แก้ไขปัญหาที่เรื้อรังมานานตั้งแต่สมัยรัฐบาลก่อนๆได้แล้ว ตอนนี้อียูก็หันมาเล่นงานอุตสาหกรรมการประมงของไทยด้วยข้อหาใหม่อีก คือกระทำการประมงอย่างผิดกฎหมายหรือไม่ได้มาตรฐานยุโรป เพราะฝีมือการทำการประมงของอียูนั้นสู้ไทยไม่ได้ และอาหารทะเลของไทยได้รับความนิยมในกลุ่มประเทศยุโรปเป็นอย่างมาก ทำให้บริษัทท้องถิ่นของพวกเขาขาดรายได้ และรัฐบาลของพวกเขามีความรู้สึกว่าเขาเริ่มจะเอาเปรียบไทยไม่ได้อีกแล้ว จึงพยายามหาข้ออ้างสารพัดมาเล่นงานอาหารทะเลของไทย
ก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้ทำผิดกฎหมายอย่างที่เขากล่าวหา ถ้าผิดจริงก็ต้องรีบแก้ไขโดยด่วน มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายต่ออุตสาหกรรมการส่งออกอาหารทะเลของไทยเป็นอย่างมาก หากเราต้องการจะค้าขายกับเขาก็ต้องทำให้ถูกต้องตามระเบียบที่เขากำหนด แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เราจะไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบด้วย
การลดความเสี่ยงจากการถูกกลั่นแกล้งและกีดกันทางการค้าแบบนี้ ก็คือเลี่ยงการผูกขาดการทำการค้ากับกลุ่มประเทศเดียวเป็นหลัก ควรกระจายความเสี่ยงออกไปยังประเทศต่างๆด้วย กล่าวคือหาตลาดใหม่ในประเทศอื่นเพิ่ม เช่นกลุ่มยูเรเซียนของรัสเซีย จีน ตะวันออกกลางเป็นต้น แทนการเน้นส่งออกไปที่ยุโรปเป็นหลัก
วันข้างหน้าหากเกิดปัญหาในลักษณะนี้ หรืออย่างที่สหรัฐฯและอียูทำกับรัสเซียเราก็จะยังสามารถค้าขายกับประเทศอื่นได้อยู่อีก โดยมีผลกระทบน้อยที่สุด แต่ถ้าเรายังเน้นตลาดยุโรปเป็นหลักเชื่อเถอะว่าลูกเล่นแบบนี้ของยุโรปก็จะถูกนำมาใช้กับไทยอยู่เรื่อยๆ ตราบใดที่เขามีความรู้สึกว่าเขาเสียเปรียบไทยหรือเอาเปรียบไทยไม่ได้ตามที่เขาต้องการ
คำว่า "มิตร" ในความหมายของตะวันตกนั้นอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์เป็นหลัก แต่ของตะวันออกคือความจริงใจและการให้ความช่วยเหลือกันรวมทั้งการร่วมมือกันด้วย เมื่ออียูเริ่มรับรู้ว่าผลประโยชน์ของเขาลดลงโดยเฉพาะในภาวะที่อียูกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ ความเป็นมิตรของเขาที่ยึดผลประโยชน์เป็นหลักกับประเทศต่างๆจึงลดลงตามไปด้วย อียูจึงพยายามกระทำทุกทางเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเองไว้ มันเป็นเรื่องปรกติของการค้าและการเมืองระหว่างประเทศ
การแก้ไขปัญหานอกจากทำตามที่อียูเรียกร้องคือปรับปรุงตัวเองให้ได้ตามมาตรฐานของเขา ปราบปรามพวกกระทำผิดกฎหมาย จัดระเบียบใหม่ และแสวงหาตลาดใหม่ๆเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เหมือนสมัยที่คสช.เข้ามาเป็นรัฐบาลใหม่ๆ ในการแก้ไขปัญหาการระบายข้าวและยางพาราออกไปยังประเทศต่างๆนั้น อีกวิธีหนึ่งก็คือการดึงอียูมาเป็นพันธมิตรด้วยการจัดตั้งบริษัทด้านการประมงร่วมกันกับไทยซะเลย เช่นดึงอียูมาร่วมตั้งบริษัทในไทยด้วยกัน อย่างที่รัสเซียและจีนกำลังทำอยู่ในขณะนี้ที่เรียกว่า joint venture คือการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ
ข้อดีตรงนี้นอกจากจะเป็นการดึงเงินทุนจากต่างชาติเข้ามาในไทยได้แล้ว ยังสามารถลดการกดดันและกีดดันสินค้าประมงของไทยจากอียูได้อีกด้วย เพราะว่าเขามีผลประโยชน์ร่วมด้วย หากเขาแบนสินค้าไทย บริษัทของเขาก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย งานนี้เขาจะต้องคิดหนักก่อนจะออกมาข่มขู่ไทยในลักษณะนี้อีก ด้วยความเป็นห่วงไทยด้วยกันจึงพยายามเสนอทางออกเพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขและป้องกันปัญหาจากการแบนอาหารทะเลของไทยในอียูตามสมควรแก่เวลา ขอเป็นกำลังใจให้ลุงตู่ให้สามารถแก้ไขปัญหายุ่งยากพวกนี้และอื่นๆให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี นำประเทศไทยสู่ความก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป
The Eyes
21/04/2558
----------
http://news.yahoo.com/ap-newsbreak-eu-p ... nance.html
http://abcnews.go.com/International/wir ... n-30444842
แนบไฟล์
11165066_1658562504363883_4081633961942458285_o.jpg
11165066_1658562504363883_4081633961942458285_o.jpg (68.71 KiB) เปิดดู 413 ครั้ง



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน