4. โลกเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือยุคชะงักงันทางฆราวาส

ในวันที่ 20 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายPhilipp Michael Hildebrandเป็นแขกพิเศษของธนาคารแห่งประเทศไทย เขาได้รับเชิญมาเป็นวิทยากรประจำปี เพื่อพูดให้ฝ่ายบริหารของแบงค์ชาติ
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13306
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

4. โลกเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือยุคชะงักงันทางฆราวาส

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 26 ก.ค. 2015 9:34 pm

4. โลกเข้าสู่ยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการหรือยุคชะงักงันทางฆราวาส
11703342_372044216325292_5487581435411514462_n.png
11703342_372044216325292_5487581435411514462_n.png (161.17 KiB) เปิดดู 245 ครั้ง

Philipp Hildebrand รองประธานของBlackRock และในอดีตเคยเป็นผู้ว่าการธนาคารกลางสวิสอธิบายหลักการลงทุนของธนาคารกลางสวิสว่ามีการกระจายความเสี่ยงอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการลงทุนใดๆก็ตามของพอร์ตการลงทุนต้องขัดกับนโยบายการเงินที่เป็นเป้าหมายใหญ่สุด
ในกรณีของธนาคารกลางสวิส การลงทุนหรือการแทรกแซงในตลาดค่อนข้างจะสลับซับซ้อน เพราะว่าสวิสไม่มีตลาดบอนด์ เวลาธนาคารกลางสวิสแทรกแซงในตลาด ต้องซื้อพันธบัตรรัฐบาลประเทศอื่นๆ ทำให้เกิดความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนด้วย
สวิตเซอร์แลนด์เป็นสวรรค์ของนักลงทุน (safe haven)ทำให้มีเงินไหลเข้าประเทศมากในช่วงวิกฤติยูโรโซน เพราะว่าชาวยุโรปไม่มั่นใจว่ารัฐบาลของตัวเองจะยึดเงินฝากหรือไม่ หลังเกิดวิกฤติการเงินแผ่กระจายไปทั่วในกลุ่มประเทศยุโรปใต้ การยึดเงินฝากของประชาชนโดยรัฐบาลไซปรัสยิ่งยืนยันความกลัวนี้ และวิกฤติหนี้ที่ลากยาวของกรีซทำให้คนถือยูโรยิ่งตกใจ มีการถอนเงินฝากจากประเทศตัวเองไปฝากที่เยอรมัน สวิตเซอร์แลนด์ อังกฤษ ฯลฯ
เมื่อเงินไหลเข้าประเทศสวิตเซอร์แลนด์มาก ทางธนาคารกลางจำต้องเข้าแทรกแซง เพราะว่าค่าเงินสวิสฟรังค์จะแข็งโป๊ก เพื่อรักษาความเชื่อมันในค่าเงินสวิสฟรังค์มีการใช้ระบบค่าเงินคงที่ หรือผูกค่าเงินสวิสฟังค์กับยูโรในช่วง3ปีกว่าที่ผ่านมาที่ระดับ1.20สวิสฟรังค์ต่อ1ยูโร แต่วิกฤติยูโรทำให้เงินไหลเข้าประเทศมากทำให้ทางการมีปัญหาในการแทรกแซงด้วยการขายสวิสฟรังค์ออกไป และซื้อทรัพย์สินต่างประเทศเข้ามา ผลก็คืองบดุลของธนาคารกลางสวิสโป่งจนถึง80-90%ต่อจีดีพี นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับบรรดาธนาคารกลางทั้งหลายก็ว่าได้
ในที่สุดเมื่อต้นปีนี้เอง ธนาคารกลางสวิสอั้นผูกค่าเงินกับเงินยูโรไม่ไหว ต้องเลิกระบบผูกค่าเงิน ปล่อยให้สวิสฟรังค์ลอยตัว ทำให้ตลาดการเงินยุโรปปั่นป่วนมาก
Hildebrandเลี่ยงไม่พูดถึงการลดการถือทองคำสำรองอย่างมีนัยสำคัญของธนาคารกลางสวิสในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากที่เคยถือทองคำ30%ในงบดุลทั้งหมด ในขณะนี้ลดลงเหลือประมาณ10% ในขณะที่เยอรมัน เนเธอร์แลนด์และประเทศต่างๆเริ่มมีการทวงทองคำคืนจากศูนย์รับฝากทองที่นิวยอร์ค หรือลอนดอน เพราะว่าไม่มั่นใจว่าระบบการเงินโลกจะมีการเปลี่ยนแปลงเมื่อใดจากผลของการพิมพ์เงินของธนาคารกลางต่างๆเพื่ออุ้มระบบการเงิน
ชาวสวิสมีการทำประชามติเมื่อปีที่แล้ว ว่าควรที่จะกลับไปเตรียมการวางพื้นฐานของระบบมาตรฐานทองคำด้วยการซื้อทองคำกลับคืนมา และถือทองคำในปริมาณที่มากขึ้นหรืออย่างน้อยมีสัดส่วน20%ของงบดุลธนาคารกลางสวิส แต่ผู้บริหารธนาคารกลางสวิสไม่รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจกับเรื่องนี้ โดยแสดงจุดยืนชัดเจนว่าการเพิ่มทองคำในทุนสำรอง หรือการกลับไปหามาตรฐานทองคำจะทำให้ธนาคารกลางไม่มีความวืดหยุ่นในการบริหารการเงิน หรือพูดง่ายๆพิมพ์เงินตามใจชอบนั้นเอง
แต่Hildebrandได้เน้นถึงการกระจายการลงทุนของธนาคารกลางสวิสในหุ้น สัดส่วนของหุ้นในพอร์ตหรือทุนสำรองของธนาคารกลางสวิสอยู่ที่16-18% แต่หลักของการลงทุนในหุ้นนั้นจะเป็นแบบเฉื่อยชา (passive investment)หรือการลงทุนระยะยาว ไม่ได้ซื้อขายหวือหวา เลือกหุ้นพวกเบนช์มาร์ค หรือหุ้นที่เป็นตัวแทนของตลาดที่มีสภาพคล่องสูงหรือปัจจัยพื้นฐานดี
เพื่อหลีกเลี่ยงผลประโยชน์ทับซ้อน ธนาคารกลางสวิสจะไม่ลงทุนในหุ้นแบงค์ เพราะว่าการแทรกแซงใดๆของธนาคารกลางสวิส กลุ่มแบงค์จะได้ประโยชน์
ก่อนชาวบ้าน และจะเลือกลงทุนในบริษัทที่มีธรรมาภิบาลดี มีมาตรฐานทางจริยธรรมสูง
แต่Hildebrandย้ำว่า การลงทุนในหุ้นของธนาคารกลางเป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้ดีๆ เพราะว่าในระยะแรกของการลงทุน พอร์ตมักจะขาดทุน มีnegative returnsแต่ในระยะยาวแล้ว จะให้ผลตอบแทนที่แน่นอนกว่า
แต่ธนาคารแห่งประเทศไทยคงยังลงทุนในหุ้นไม่ได้ เพราะว่ากฎหมายยังไม่อนุญาต การตั้งกองทุนมั่งคั่งยังคงคาราคาซัง อย่างว่าธนาคารกลางต่างๆมีเงื่อนไขหรือสภาพแวดล้อมของตัวเองที่แตกต่างกัน จำต้องมีวิธีบริหารจัดการที่แตกแต่งกัน
thanong
22/7/2015

source
https://www.facebook.com/ThanongFanclub ... 16325292:0



ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน