“โคตรเหี้ยม” ตอน 1 - 4

หนังสือ Forbes Magazine ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 1983 เขียนว่า “ครึ่งหนึ่ง ของ 10 อันดับแรก ของธนาคารเยอรมันนั้น ตั้งอยู่ที่ Frankfurt และระบบการเงินของโลกปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาจากระบบการเก็บภาษี
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13278
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

“โคตรเหี้ยม” ตอน 1 - 4

โพสต์โดย admin » พุธ 27 พ.ค. 2015 12:36 pm

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ต้มข้ามศตวรรษ”
บทที่ 8 “โคตรเหี้ยม”

ตอน 1

11178328_1045970895431390_5766811625168277116_n.jpg
11178328_1045970895431390_5766811625168277116_n.jpg (57.25 KiB) เปิดดู 763 ครั้ง

หนังสือ Forbes Magazine ฉบับลงวันที่ 19 ธันวาคม 1983 เขียนว่า “ครึ่งหนึ่ง ของ 10 อันดับแรก ของธนาคารเยอรมันนั้น ตั้งอยู่ที่ Frankfurt และระบบการเงินของโลกปัจจุบัน ซึ่งพัฒนามาจากระบบการเก็บภาษี และวิธีการจ่ายเงิน ที่ใช้ในสมัย Babylon ก็เกิดขึ้นครั้งแรกที่เมือง Frankfurt-on-Main ซึ่งอยู่ในแคว้น Hesse

Mayer Amschel Bauer ค้นพบว่า แม้ว่าการให้เงินกู้กับชาวนาหรือธุรกิจเล็กๆ จะทำกำไรได้ แต่กำไร ที่เป็นกอบเป็นกำกว่าแยะ คือกำไร ที่ได้มาจากการให้เงินกู้กับรัฐบาลต่างๆ

Mayer Amschel เกิดที่เมือง Frankfurt ในปี ค.ศ. 1743 เขาแต่งงานกับ Gutta Schnapper เขาฝึกงานอยู่ที่ธนาคาร Oppenheim เมือง Hannover อยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้มีโอกาสดูแลและบริการ Baron Von Estorff ซึ่งเป็นที่ปรึกษาใหญ่ให้กับ Landgrave Frederick ที่ II แห่ง Hesse ซึ่งเป็นคนรวยที่สุดในยุโรปขณะนั้น Frederick มีทรัพย์สินมูลค่าประมาณ 70 ถึง 100 ล้านฟลอริน (florins) ซึ่งเป็นมรดกที่ได้มาจากพ่อคือ Wilhelm ที่ 8 น้องชายของกษัตริย์สวีเดน

Boron Von Estorff บอกกับ Landgrave ว่า Mayer Amschel นี้ ฉลาดเป็นกรด ในการคิดวิธีการลงทุนที่ได้ผลตอบแทนดีเยี่ยม Landgrave บอก ไปตามตัว Mayer Amschel มาพบเราเดี๋ยวนี้เลย

ช่วงเวลาเดียวกัน George ที่ 3 กษัตริย์ของอังกฤษกำลังปวดหัว กับการกระด้างกระเดื่องของคนอเมริกัน ซึ่งอังกฤษถือว่า ยังเป็นเมืองขึ้นของตนอยู่ จึงคิดส่งทหารไปปราบคนอเมริกัน ซึ่งถนัดสู้ในสนามรบที่เป็นที่ทุ่งกว้าง Mayer Amschel ได้โอกาส จึงเสนอให้ Landgrave รับจ้าง Goerge ที่ 3 ที่จะหาหนุ่มล่ำชาว Hesse 16,800 คน ไปช่วยรบ การรับจ้าง จัดหาคนไปรบให้อังกฤษครั้งนี้ ทำให้ Landgrave รวยขึ้นอีกแยะ แต่ Mayer Amschel รวยขึ้นในจำนวนมากกว่า

แต่แผนการทำมาหากินของ Mayer Amschel กับ Landgrave ก็จบลงเร็ว เพราะ Landgrave อายุสั้น ตายเมื่ออายุเพียง 25 ปี Mayer Amschel จึงย้ายไปเกาะพี่ชายของ Landgrave คือ Elector Wilhelm ที่ 1 ซึ่งเกิดปีเดียวกับ Mayer Amschel และดูเหมือนจะเป็นลูกค้า (หรือ เหยื่อ) รายใหม่ ที่ทำให้ Mayer Amschel รุ่งเรืองกว่า เพราะอยู่ในมือของเขามากกว่าน้องชาย ซึ่งเอาใจ (หรือต้ม) ยากกว่า การตายกระทันหันของ Landgrave ดูเหมือนจะทำให้ Mayer Amschel ได้กลายเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินกองใหญ่ที่สุดในยุโรป

เมื่อร่ำรวยขึ้น (อย่างมาก) Mayer Amschel ก็เอาโล่ห์แดง ติดไว้ที่ประตูหน้าบ้าน ในเมือง Judengasse ซึ่งเขาแบ่งกันอยู่กับครอบครัว Schiff และเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “Rothschild” ตามป้ายชื่อ เมื่อ Mayer Amschel Rothschild ตายในปี ค.ศ 1812 เขาทิ้งสมบัติประมาณ 1,000 ล้านแฟรงค์ ให้แก่ลูกชายของเขา ที่มีอยู่ 5 คน

ลูกคนโต Anselm ได้รับมอบหมายให้ดูแลธนาคารที่ Frankfurt แต่ Anselm ไม่มีลูก เมื่อเขาตาย ธนาคารนี้จึงถูกปิดลง

ลูกคนที่ 2 Solomon ถูกส่งไป Vienna ที่ ออสเตรีย เพื่อดูแลธุรกิจการธนาคาร ซึ่งเคยถูกผูกขาดอยู่ในมือของชาวยิวเพียง 5 ตระกูล

ลูกคนที่ 3 Nathan ตั้งสาขา London หลังจากไปทำกำไรจากธุรกิจสิ่งทอในเมือง Manchester ซึ่งทำให้เขาได้รับตำแหน่งเป็นบุคคล ที่วงการธุรกิจเกรงกลัว และเกลียดที่สุด

ลูกคนที่ 4 Karl ไปเมือง Naples ที่อิตาลี และได้เป็นหัวหน้าองค์กรลึกลับ ชื่อ Alta Vendita

ลูกคนที่ 5 James ตั้ง House of Rothschild สาขาปารีส ที่ฝรั่งเศส

ลูกทั้ง 5 คนของ Mayer Amschel เริ่มปฎิบัติภาระกิจ ตามที่พ่อมอบหมายคือ ครอบงำรัฐบาลของแต่ละประเทศ ที่พวกเขากระจายกันอยู่ โดยการให้กู้เงินแก่รัฐบาลเหล่านั้น ภายใต้เครื่องหมายการค้า ลูกธนู 5 ดอก


นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ต้มข้ามศตวรรษ”
บทที่ 8 “โคตรเหี้ยม”

ตอน 2

Federic Morton เขียนไว้ในคำนำของหนังสือเรื่อง “The Rothschilds” ว่า
" เป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 150 ปี ที่ตระกูล Rothschild เป็นผู้อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันตก การไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่เอกชน แต่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่างๆ แทน ทำให้พวกเขาได้กำไรอย่างสูงยิ่ง มีบางคนเคยพูดว่า ความรวยของตระกูล Rothschild มาจากการล้มละลายของหลายประเทศนั่นเอง”

หนังสือพิมพ์ Chicago Evening American ของตระกูล Hearst เศรษฐีอีกคนหนึ่งของอเมริกา ฉบับลงวันที่ 3 ธันวาคม 1923 เขียนว่า

“พวก Rothschild จะ เป็นผู้เริ่มสงคราม หรือเป็นผู้ระงับสงครามก็ได้ พวกเขาสามารถสร้าง หรือ ทำลาย อาณาจักรใดก็ได้ การล้มละลายของนโปเลียน เป็นการเกิดขึ้นของพวก Rothschild นโปเลียนถูกวางยาพิษทีละน้อย จนถึงแก่ความตายในที่สุด (นโปเลียนเป็นโรคปวดท้องเป็นประจำ รูปภาพของนโปเลียนส่วนมาก จะเห็นเอามือสอดเข้าไปในเสื้อ เพื่อกดท้องที่ปวดอยู่เสมอ) ผู้ที่วางยาพิษก็คือสายลับของตระกูล Rothschild นั่นเอง”

New York Evening Post วันที่ 22 กรกฎาคม 1924 ระบุว่า Kaiser ของเยอรมัน ต้องหารือกับ Rothschild เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองควรทำสงครามหรือไม่ นายกรัฐมนตรีของ Kaiser คือ Bethmann Hollweg ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ทำให้เยอรมันถล่ำตัวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 1 ก็เป็นสมาชิกของตระกูล Bethmann เจ้าของธนาคารที่อยู่ใน Frankfurt และเป็นญาติกับ Rothschild

หลังจากนโปเลียนถูกกำจัดพ้นทางไป ราชวงศ์ใหญ่ที่เหลืออยู่ในสายตาของ Rothschild คือ ราชวงศ์ของอังกฤษ ราชวงศ์ของเยอรมัน และราชวงศ์ของรัสเซีย

Rothschild เล็งเป้าแรก ไปที่ราชวงศ์ Romanov ของรัสเซีย ซึ่งเป็นราชวงศ์ที่ร่ำรวยมาก และลงทุนไว้ทั่วทั้งในยุโรปและอเมริกา แต่ที่สำคัญ เป็นราชวงศ์ที่ Rothschild เกลียดที่สุด และแสดงความเกลียดอย่างเปิดเผย

Tsar Nicholas ที่ I ก็ขึ้นชื่อว่าไม่ชอบยิวและแสดงความไม่ชอบอย่างเปิดเผย ด้วยการพยายามผลักดัน ไปจนถึงขับไล่ ให้พวกยิวออกไปจากรัสเซีย แต่มีพวกยิวทำมาหากินอยู่ในรัสเซียมากมาย ขณะเดียวกันพวกยิวก็อ้างว่า Tsar นั้น ทารุณข่มเหงยิวอย่างรุนแรง Rothschild ซึ่งพื้นเพเป็นชาวยิว จึงวางแผนอย่างรอบคอบก่อนจะเข้าไปค้าขาย หรือทำลายอาณาจักรรัสเซีย

เงินกู้จาก Bank of England 800,000 ปอนด์ ที่ยื่นให้กับนาย Peabody ในปี 1853 จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ Peabody และ Morgan มีภาพเป็นอเมริกัน ไม่มีกลิ่นยิวเจือปน เงื่อนไข 4 ข้อ ของ Peabody เมื่อ ตอนจะหาทายาทมารับช่วงธุรกิจของเขา น่าจะเป็นของเขาเพียงข้อสุดท้าย ส่วน 3 ข้อแรก คงเป็นเงื่อนไขของนายทุนตัวจริง ที่ต้องการให้ J P Morgan ถูกสร้างเสร็จสมบูรณ์ออกมาเป็นอังกฤษแท้ แม้จะมีหน้าเป็นบริษัทอเมริกัน แต่ก็ต้องออกกลิ่นอังกฤษปน นับเป็นการมองการณ์ไกลอย่างยิ่งของ เจ้าพ่อ Rothschild

ธุรกิจเงินทุนไม่ว่าจะในตลาด London หรือ Wall Street มีลูกค้าหลากหลาย บางรายอยากค้าแต่กับพวกยิวด้วยกัน บางรายก็ขออย่าให้พวกยิวมาเข้าใกล้ Rothschild เป็นยิวที่ "รู้จัก" ลูกค้าของตัวเองดี ใครอยากได้เงินกลิ่นไหน เขาจัดการให้ได้ก็แล้วกัน

J. P Morgan จึงมีไว้สำหรับพวกไม่เอายิว พวกหัวสูงไฮโซ รัฐบาลของทั้งอังกฤษ และอเมริกา และสำหรับพวกที่อยากจะคุยแต่กับพวกยิวด้วยกัน ก็มี Kuhn Loeb ของ Jacob Schiff เพื่อนบ้านที่โตมาด้วยกัน และที่ Rothschild เป็นผู้ลงทุน และให้ Schiff เป็นคนออกหน้า

Rothschild ยังมีคนออกหน้า ให้เขาหนุนอีกหลายราย โดยไม่มีใครรู้ เขาน่าจะเป็นคนเล่นซ่อนแอบเก่งตั้งแต่เด็ก

ประมาณปี ค.ศ. 1850 กว่า ซึ่งเป็นช่วงที่ Tsar Nicholas ที่ I ปกครองรัสเซีย Alfonse Rothschild หูไว จมูกไว รู้ว่ารัสเซียมีแหล่งน้ำมันแยะ เขาจึงเข้าไปลงทุนที่ Baku ซึ่งขณะนั้นอยู่ในรัฐ Azerbaijun ประมาณปีค.ศ 1870 ถึงปี ค.ศ. 1880 เขามีโรงกลั่นน้ำมันใน Baku ประมาณ 200 แห่ง และเริ่มส่งน้ำมันไปทั่วยุโรปผ่านตะวันออกกลาง ทางรถไฟ Baku – Batumi ทำท่าว่าจะสั้นไป สำหรับการส่งน้ำมัน เขาต้องหาทางเส้นทางใหม่ คลองสุเอชยาวถึง 4,000 ไมล์ น่าสนใจ แต่มันยังอยู่ในความดูแลของฝรั่งเศส แล้วเขาก็วางแผนเรื่อง Palestine ซึ่งจะต้องมีคนของพวกเขาไปอยู่ที่นั่น เพื่อดูแลผลประโยชน์แถวนั้นของพวกเขา

เมื่อรัฐบาลอียิปต์ล้มละลายในปี ค.ศ. 1874 อังกฤษตกลงซื้อคลองสุเอชมาจากรัฐบาลอียิปต์ ด้วยเงินกู้ของ Rothschild ทั้งหมด ในการประชุมผู้ถือหุ้น Suez Canal บริษัทการเงินกลุ่มของ Rothschild ฝั่งอังกฤษ เช่น Baring Brothers, Morgan Grenfell และ Lazard Brothers นั่งเคียงรัฐบาลอังกฤษ

แม้ว่าจะถูกกดดันจาก Tsar Nicholas เรื่องยิว แต่ Rothschild ก็ยังขุดน้ำมันต่อ แค่นั้นรู้สึกจะยังไม่เป็นการท้าทาย Tsar ถึงใจ ขณะนั้น Standard Oil ของ Rockefeller ก็ไปขุดน้ำมันที่ Baku ด้วย ยักษ์ใหญ่เจอกัน แม้ตอนแรกจะตีกัน แต่เพื่อผลประโยชน์ ยักษ์เปลี่ยนใจมาจับมือกัน วางแผนแบ่งเขตขุดน้ำมันกัน ตกลงกันเองเสร็จ เหมือนไม่เห็นหัวเจ้าของแผ่นดิน มันทำอย่างนี้มาร้อยกว่าปีแล้ว สมันน้อย เข้าใจไหม พวกมันไม่เคยเห็นหัวเจ้าของแผ่นดิน !

คราวนี้ Tsar Nicholas ที่ II ซึ่งขึ้นมาครองราชย์แทนพ่อ และดำเนินตามนโยบายของพ่อที่ให้ยิวออกไปจากรัสเซีย ไม่ยอมให้ Rothschild เฉี่ยวหัว ยื่นเงื่อนไขกลับไปที่ Rothschild ถ้าจะขุดน้ำมันต่อ ก็อพยพเอาพวกยิวออกไปจากรัสเซียด้วย Rothschild ตอบเงื่อนไขของ Tsar ด้วยการขายหุ้นบริษัทของตัว ที่กำลังขุดน้ำมันที่ Baku ทิ้ง

Rothschild เลือกยิว หรือเลือกหักหน้า Tsar Nicholas นั่นเอง !
Rothschild ขายหุ้นทั้งหมดที่ตระกูลถืออยู่ในธุรกิจน้ำมันที่ Baku ให้ Royal Dutch Shell เพราะ Rothschild “ประเมิน” ว่าอีกไม่นานเกินรอ การเมืองในรัสเซียน่าจะเกิดปัญหาใหญ่


นิทานเรื่องจริง เรื่อง “ต้มข้ามศตวรรษ”
บทที่ 8 “โคตรเหี้ยม”

ตอน 3

แม้จะรู้ว่าคนอังกฤษ ชื่นชมเงินของเขา มากกว่าตัวและเทือกเถายิวของเขา Rothschild ก็คบคนอังกฤษ และสนับสนุนการเงินให้ โดยเฉพาะที่จะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของเขาและ ทำให้ตระกูลเขา มีอิทธิพล เหนือรัฐบาล รวมทั้งราชวงศ์อังกฤษด้วย

Cecil Rhodes ชาวอังกฤษนักผจญภัย และนักล่าอาณานิคมตัวจริง เข้าไปทำเหมืองทองและ เหมืองเพชรที่ South Africa ในช่วงประมาณปี ค.ศ.1889 โดยมี Rothschlid เป็นผู้สนับสนุนเงินทุน เหมืองทองที่ Rhodes ขุดได้ ส่งมาที่อังกฤษ หลอมเป็นแท่งเก็บเป็นทองสำรองของ Bank of England ที่มี Rothschild เป็นตัวแทน กำไรท่วม ตอนหลัง Rhodes เข้าไปทำสงครามกับพวก Boers (คนดัชท์ ที่ไปตั้งรกรากใน South Africa) Rothschild ขนกองทัพของอังกฤษไปช่วยปล้นต่อ ถือเป็นวีรกรรมความชั่ว ที่ประวัติศาสตร์ของคน South Africa ไม่คิดลืม

Rhodes มีความฝันที่จะให้อังกฤษแผ่อาณาจักรและอิทธิพลไปทั่วโลก อาณานิคมทั้งปวงจะต้องอยู่ภายใต้ระบบอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นด้าน การเงิน การค้า หรือการศึกษา และที่สำคัญ ทำให้อเมริกา กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของอังกฤษ เพื่อให้ได้ตามเป้าหมาย เขาตั้งสมาคมลับชื่อ the Round Table กับพรรคพวก ที่มีอุดมการณ์เดียวกัน เช่น Lord Alfred Milner, Lord Balfour , Lord Albert Grey และนอกจากนั้น เขาทำพินัยกรรม ยกทรัพย์สินจำนวนมากมหาศาลทั้งหมดของเขา ตั้งเป็นกองทุนชื่อ Rhodes Trust เพื่อดำเนินการตามวัถตุประสงค์ พร้อมให้ทุนการศึกษากับ พวก Anglo Saxon ที่มีแววว่าจะสืบทอดอุดมการณ์ของเขาได้ ทุนนี้ยังมีอยู่จนถึงทุกวันนี้

(อดีตประธานาธิบดี Bill Clinton ก็เป็นคนหนึ่ง ที่ได้รับทุน Rhodes ไปเรียนที่มหาวิทยาลัย Oxford ของอังกฤษ แต่เขาไม่เรียนจนจบ เปลี่ยนใจกลับมาเรียนที่ มหาวิทยาลัย Yale แทน)

เมื่อ Rhodes ตาย ผู้ที่เป็นหัวหน้า the Round Table ต่อมา และดูแลกองทุนของ Rhodes คือ Lord Alfred Milner ที่มีอำนาจไม่น้อยกว่านายกรัฐมนตรีอังกฤษ Lloyd George และ Rothschild ก็มีชื่อ เป็นหนึ่งในผู้ดูแลกองทุนนี้ด้วย

สมาชิก Round Table เกือบทั้งหมด มีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลอังกฤษ ทั้งตำแหน่งใหญ่มาก และใหญ่น้อย และเป็นที่ปรึกษาสำคัญของราชวงศ์ เช่น Lord Esher ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านการเมือง ให้ราชวงศ์อังกฤษ ประมาณ 25 ปี ตั้งแต่ คศ 1895 ถึง 1920 (สมัย พระนาง Victoria , กษัตริย์ Edward ที่ 7 และ กษัตริย์ George ที่ 5)

แม้ก่อนทำสงครามโลก อังกฤษจะจับมือรัสเซีย เอามาอยู่ข้างเดียวกันเพื่อรบกับเยอรมัน และแม้รัสเซียจะมีกษัตริย์ปกครอง เช่นเดียวกับอังกฤษและเยอรมัน แถมเป็นญาติกันอีก โดยซารินา ราชินีของรัสเซีย เป็นหลานยายของพระนางวิกตอเรีย แต่ดูเหมือนราชวงศ์ของรัสเซีย จะสนิทใกล้ชิดกับเยอรมันมากกว่าอังกฤษ และด้วยนิสัยขี้ระแวงของอังกฤษ อังกฤษจึงไม่ค่อยวางใจ ในจุดยืนของราชวงค์โรมานอฟของรัสเซีย ดังนั้น ถ้าจะให้เลือกใครมาปกครองรัสเซีย อังกฤษคงเลือกผู้ที่อังกฤษคิดว่า ควบคุมได้ และเป็นประโยชน์ต่ออังกฤษ

จึงไม่เป็นเรื่องเกินความคาดหมาย ที่ Round Table จะสนับสนุนให้รัฐบาลอังกฤษ รับรองพวก Bolsheviks อาจมีคนคิดว่าข่าวกรองของ Round Table ไม่แม่นยำหรือไง ไม่รู้ว่า พวก Bolsheviks นั้น มีทั้งฝ่ายที่อเมริกาสนับสนุน และฝ่ายที่เยอรมันสนับสนุน Round Table น่าจะรู้ดีว่าใครกันแน่ ที่คุม หรือชักใย รัฐบาลเยอรมันขณะนั้น ขณะเดียวกัน การเดินตามอเมริกาสนับสนุนปฏิวัติกำมะลอ ของ Bolsheviks ก็น่าจะเป็นเรื่องหมาป่าอังกฤษ จับมือ หรือตามประกบหมาป่าอเมริกัน ในการออกล่ารัสเซียนั่นเอง

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
6 พ.ค. 2558

source
https://www.facebook.com/68825895786925 ... permPage=1



ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13278
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

Re: “โคตรเหี้ยม” ตอน 1 - 4

โพสต์โดย admin » พุธ 27 พ.ค. 2015 12:39 pm

Veerawat Tomee พิมพ์มอม้าเกินนะครับ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 7 · 6 พฤษภาคม เวลา 11:49 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ใครอยากตัด ม ม้า ออกไป ก็เชิญตามสดวกครับ
ถูกใจ · 11 · 6 พฤษภาคม เวลา 18:59 น.

จตุพร เพชรเรียง ผมใช้คำนี้ครับ "เหี้ยม ไม่มี มอม้า" (ฮา)
ถูกใจ · 4 · 7 พฤษภาคม เวลา 8:50 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ใช้แบบคุณจตุพร เรี่ยมสุด และ ชื่อเรื่อง 'หม้อตุ๋นแตก " ของคุณ ทำเอา "ต้มข้ามศตวรรษ" ของผม เชย จนผมอาย 555 ว่าจะบอกต้ังแต่ตอนนั้นแล้ว แต่เครื่องมันกำลังรวน
ถูกใจ · 7 · 7 พฤษภาคม เวลา 16:24 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...

อสูรกาย ล้อกเนส Round Table นี่มีมุมมองยังไงกับอังกฤษ ประเทศของตัวเองครับ ตั้งใจจะครอบงำ หรือเชิดชู หรือสนับสนุนครับ ไม่ทราบว่าประเทศอื่นมีพวกแนวๆนี้มั่งไหมครับ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 11:46 น.

Thai Tiger ขออนุญาตแชร์มุมมอง Round Table ในความคิด พวกนี้ไม่มีความเชื่อในเรื่องความรักชาติ หรือประเทศ มีความเชื่อเพียงเรื่องผลประโยชน์ เพราะเงินที่พวกเขามี สามารถซื้อ หรือบันดาลอะไรให้กับพวกเขาก็ได้ การมีประเทศสำหรับพวกนี้ คือภาระค่าใช้จ่าย เงินของเขาทำให้เขามีความรู้สึกประหนึ่งว่าเขาคือ กึ่งพระเจ้า
ถูกใจ · 6 · 6 พฤษภาคม เวลา 14:09 น. · มีการแก้ไข

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
เรื่อง Round Table นี้ ผมขอเห็นต่างกับคุณ Tigerนะ
ผมว่า พวกนี้ต้องการครอบงำอังกฤษ แต่เป็นอังกฤษ ที่เขากำหนด พวกเขา คือตัวอย่างของคนอังกฤษ ที่ยะโส ที่คิดว่าเขาเป็นชาติพันธ์ที่พิเศษ สูงส่งกว่าคนทั้งโลก พวกเขาต้องการให้ทั้งโลกอยู่ในระบบของอังกฤษ ใช้ภาษาอังกฤษ การปกครองแบบอังกฤษ คิดแบบอังกฤษ เชื่อและทำแบบอังกฤษ ทุกอย่าง Round Table รุ่นแรกๆ จบจาก Oxford ทั้งสิ้น
อยากเห็นชัดว่า Round Table เป็นอย่างไร ดูได้จากคนไทยหลายคน ที่จบ Oxford ครับ เชื้อปลายแถวยังแรงเลยครับ

และเป้าหมายแรกของ Round Table คือพยายามจะเอาอเมริกา กลับมาเป็นอาณานิคมของอังกฤษ Round Table เพื่อเสริมบารมีอังกฤษ พวกเขาทำไม่สำเร็จ ในแง่รูปธรรม แต่ทิ้งอิทธิพลทางความคิดไว้กับอเมริกาแยะ Round Table ถือได้ว่า เป็นต้นกำเนิด ของถังความคิด CFR ซึ่ง แนวคิดของ CFR นี้ ส่วนใหญ่เหมือนกับ เป็นนโยบายของรัฐบาลอเมริกันเองทีเดียว
ความคิดแบบนี้ มันก็ครือๆ ว่าตัวเองเป็นพระเจ้า เป็นผู้กำหนดโลกทำนองนั้นน่ะครับ
ถูกใจ · 24 · 6 พฤษภาคม เวลา 19:11 น. · มีการแก้ไข

Phakpurin Pimatukan
แนวคิดมาจากเชชิลด์ โรดส์ ซึ่งคนออกเงินก็คือรอธส์ไชลด์อีกที นั้นคือการทำให้โลกเป็นหนึ่งในรูปแบบของคนอังกฤษและคนอังกฤษปกครองโลก ใช้ภาษาเดียวคือภาษาอังกฤษ ใช้ชีวิตแบบคนอังกฤษ จะทำให้ชาวโลกอยู่ดีกินดีขึ้น และให้พัฒนาระดับสูงขึ้นแบบคนอังกฤษ

ซึ่ง.....เรื่องนี้คิดกันไว้ตั้งแต่ศตวรรษที่19แล้ว มองดูในปัจจุบันนี้คิดว่าไงครับ? มันใช่แล้วนี่หน่า เป็นรูปแบบเดียวกันแบบฝรั่งไปเกือบจะหมดโลกแล้ว ภาษาอังกฤษก็กลายเป็นภาษาสากล รูปแบบการเรียน การใช้ชีวิตก็แบบฝรั่งอังกฤษ สรุปเราโดนมาเป็นร้อยปีแล้วจริงๆครับ มันมาพร้อมกับยุคล่าอาณานิคมด้วยเรือปืน พอให้เอกราชเพราะเรียกร้องกันนัก ก็ต่อด้วยยุคล่าอาณานิคมทางเศรษฐกิจแบบเนียนๆ ด้วยทุนนิยม โลกาภิวัฒน์และการค้าเสรี เอวัง
ถูกใจ · 6 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:22 น. · มีการแก้ไข

อิทาจิ อุจิวะ เราโดนกันมาเป็นร้อยปีแล้ว นึกถึงคำเตือนของ ร3 แล้วเศร้า
ถูกใจ · 7 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:59 น.

อสูรกาย ล้อกเนส จากที่คุณลุงอธิบาย round table นี้แนวคิดมาแบบเดียวกับอาณาจักรไรส์ที่3ของฮิตเลอเลยครับ เพียงแต่กลวิธีแยบยลกว่า อีกคำถามนึงครับ รอทไชล์ไม่ได้มีรากฐานเป็นอังกฤษ แต่ทำไมถึงมาเป็นback up ให้ round tableครับ
ถูกใจ · 4 · 7 พฤษภาคม เวลา 0:13 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น Round Table มีมาก่อน ฮิตเลอร์นะครับ
Rothschild ทำธุรกิจการเงิน และค้าทองในอังกฤษใหญ่มาก และ ท่ีสนับสนุน J P Morgan ก็ จากอังกฤษเช่นกัน
ถูกใจ · 10 · 7 พฤษภาคม เวลา 4:50 น.

อสูรกาย ล้อกเนส คุณลุงครับผมมีไฟล์รูปแผนผังอันนึง คิดว่าน่าจะมีประโยชน์ในการอธิบาย (คุณลุงอาจจะมีอยู่แล้วครับเพราะผมค้นเจอจากในเนตนี่เอง )อยากส่งให้ครับแต่ในเพจลงลิ้งไม่ได้
ถูกใจ · 5 · 7 พฤษภาคม เวลา 4:56 น.

Peter AU คำว่าพระเจ้าเลือก...นี่มันของยิวนะ..
ถูกใจ · 3 · 7 พฤษภาคม เวลา 17:18 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Kamphi Wattanaphikowit
นิทานของท่านลุงตอนนี้ ทำให้ผมนึกถึง ปวศ.จีนช่วงปลาย"ยุคจ้านกว๋อ" ก่อน ค.ศ.221ปี ที่จิ๋นซีฮ่องเต้(ฉินสื่อหวางตี้) รวบรวมแผ่นดินจีนได้เป็นหนึ่งเดียวหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนนอกจากการรวบรวมอาวุธของแคว้นต่างๆที่ถูกควบรวมกิจการ เอ๊ย!..ถุกรวมเข้ากับแค้วนฉินคือ เอามาหลอมเป็นระฆังยักษ์บ้าง กระถางธูปโบราณบ้าง ก็คือการกวาดต้อนบรรดาครอบครัวเศรษฐีไฮโซฯ และมั่งคั่งร่ำรวยจากอดีตรัฐมหาอำนาจที่แคว้นฉินเอาขัยได้มาไว้ที่เมืองหลวงรวมกันทั้งหมดราวหนึ่งแสนสองหมื่นครัวเรือน เพื่อสะดวกต่อการควบคุมตระกูลเศรษฐีเหล่านี้ให้สยบอยู่ในอำนาจ และเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของกระแสเงินให้อยู่ในสายตา ไม่ให้ใช้อิทธิพลบารมีและทรัพย์สินของตนในการก่อปัญหาให้กับราชอาณาจักรใหม่ เพราะแต่โบราณมา ผู้ปกครองจีน อ๋องและกษัตริย์ต่างๆ ต่างทราบซึ้งอยู่แก่ใจว่า พวกพ่อค้าเศรษฐีเหล่านี้ เป็นผู้ไม่มีชาติ ไม่มีสัญชาติ แม้แต่ความเป็นมนุษย์ แต่ที่ต้องคบหาด้วยก็เพราะต้องการเงินทุน เสบียง อาวุธ ม้า และยุทธปัจจัยอื่นๆ จนถึงทหารรับจ้างช่วยรบจากต่างแคว้น ที่ไอ้เศรษฐีสงครามพวกนี้จัดหามาให้ได้ และเมื่อจัดหาให้ฝ่ายเราได้ ไอ้พ่อค้าความตายก็จัดหาให้กับฝ่ายตรงข้ามได้เช่นกัน ดังนั้น เมื่อปรากกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะสงคราม Priority แรกคือ การไล่กุดหัวไอ้เศรษฐีสงครามให้ได้ ไอ้พวกเลวนี่ก็นกรู้ครับ มันจะเผ่นก่อนสงครามจะจบได้ทุกทีไปครับ แต่ฉินสื่อหวงตี้ ฉลาดกว่าที่กวาดต้อนเอามาดูแลอย่างดีแบบกักบริเวณ ใครจะไปก็ได้ แต่ไปแต่ตัวนะทิ้งหัวเอาไว้ 555....ไอ้สันดานเศรษฐีพ่อค้าความตายมันเป็นรูปแบบนี้มาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว Tsar Nicholas II น่าจะได้ลองทำแบบ ฉินสื่อหวงตี้บ้างก้จะดีไม่น้อย แต่ก็อย่างว่า ด้วยบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไป และเวลาที่ต่างกันราวสองพันกว่าปี คงทำอย่างนั้นไม่ได้ เพราะแม้นโปเลียนยังม้วนเสื่อ ฮิตเลอร์เองก็ยังพัง ต้องบอกว่าของเขา(ไอ้เศรษฐีสงครามอมนุษย์)แรงจริงๆ พับผ่า...
ถูกใจ · ตอบกลับ · 16 · 6 พฤษภาคม เวลา 11:20 น.

อิทาจิ อุจิวะ รอธไชล คิดเลียนแบบหลี่ปู้เหว่ย แต่เพราะรู้ตัวว่า หลังการรวมศูนย์อำนาจเสร็จ ตัวเองจะโดนกำจัด รัฐบาลโลกจึงไปไม่ถึงไหนซะที การปล่อยให้จีนโตขึ้นมาก็คงไม่ใช่ความผิดพลาดหรือความประมาท
ถูกใจ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 11:38 น. · มีการแก้ไข

Kamphi Wattanaphikowit
หลี่ปู้หว่ยเป็นพ่อค้านักลงทุนทางการเมืองที่เล็งผลเลิศได้แม่นยำอย่างไม่น่าเชื่อ คุณสุขสันต์ วิเวกเมธากร ที่เขียนเรื่องจีนไว้มากมาย(ส่วนใหญ่ผมก็เอามาจากท่านนี้แหละ)เรียก หลี่ปู้เหว่ยว่า นักธุรกิจการเมืองรุ่นเดอะของ ปวศ.เพราะลงทุนด้วยการยกเมียลับๆของตัวเองที่กำลังติดลูกท้องอ่อนๆของหลี่ปู้เหว่ยให้กับ อี้เหยิน เชื้อพระวงศ์ฉินปลายแถว ที่ยังไง๊ ยังไง ก็ไม่อยู่ในลิสต์ที่จะขึ้นครองราชย์ต่อจากกษัตริย์องค์เดิม แต่หลี่ปู้เหว่นก็สามารถใช้เงิน และอิทธิพลเข้าไปมีบทบาทในราชสำนักฉิน จนล๊อบบี้ให้ อี้เหยิน ขึ้นเป็นกษัตริย์ได้ แต่อยู่เสวยสุขได้ไม่นานก็ตายอย่างมีเงื่อนงำ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเป็นฝีมือใคร คนที่ขึ้นมาเป็นกษัตริย์ต่อจาก อี้เหยิน ก็แน่นอนต้องเป็น อิ่งเจิ้ง (นามเดิม ของฉินสื่อหวงตี้) เมื่อขึ้นเป็นกษัตริย์จีงชื่อ "ฉินอ๋องเจิ้ง" โดยที่มี หลี่ปู้เหว่ย ว่าราชการอยู่เบื้องหลังตลอดเวลา ต่อมาเมื่อรวบรวมแผ่นดินจีนได้ จึงมีพระนามว่า "ฉินสื่อหวงตี้" นั่นเอง หลี่ปู้เหว่ยพอใจมากที่สายเลือดของตัวเองแท้ๆได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของแคว้นฉิน ยอมตายอย่างเต็มใจเพื่อให้ความลับนี้ตายไปพร้อมกับตัวเอง แต่ นัก ปวศ.ก็เก่งสามารถขุดคุ้ยจนพบความจริงในภายหลัง

ส่วนความคิดหรือ ภูมิทัศน์ของ Rothschild นั้น ผมเห็นว่าเกิดจากบริบทของโลกที่เปลี่ยนแปลงไปจากการ เข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสหกรรมของโลกขนานใหญ่ ที่ทุกฝ่ายต้องการเป็นเจ้าของทรัพยากรต่างๆ ที่เป็นปัจจัยการผลิต ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน และแรงงานคน และที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ การสร้างกองทัพพร้อมแสนยานุภาพทางทหารในการป้องกัน และช่วงชิงทรัพยากรเหล่านั้นมาให้ได้ อันเป็นผลสืบเนื่องจากลัทธิล่าอาณานิคมที่ผ่านมา พร้อมๆกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามทวีปกัน และนวัตกรรมทางการเงินใหม่ๆ จัดเป็นยุค globalization ยุคที่ 1 ก็ว่าได้ แต่แนวความคิดที่หากินกับรัฐบาลของทุกประเทศ ไม่ใช่แนวคิดใหม่ เพราะเมื่อการเมืองและธุระกิจมีความสัมพันธ์กันอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยการพึ่งพิงกันในเรื่องผลประโยชน์ เงื่อนไขต่างๆย่อมเกิดขึ้น โดยมีประชาชนเป็นผู้แบกภาระ และเคราะห์กรรมเหล่านั้นไว้ แม้พวกฝรั่งเองยังมีคำกล่าวว่า "เบื้องหลังความมั่งคั่งร่ำรวย ย่อมมีอาชญากรรมเสมอ"
ถูกใจ · 11 · 6 พฤษภาคม เวลา 12:14 น.

Chompunoot Morachat
คิดถึงค่ะ คิดถึงคุณ Kamphi Wattanaphikowit มาก ๆ เพราะใส่ inputs มาแต่ละครั้งสุดยอดจริง ๆ ...จากที่ คุณคัมภีร์พูดว่า "แต่ นัก ปวศ.ก็เก่งสามารถขุดคุ้ยจนพบความจริงในภายหลัง..." นั้น ก็อยากบอกแบบนี้บ้างจะได้ไหมคะว่า อีพวกนักล่าทั้งหลายทุกตระกูลนั้น แม้ว่ามันจะซ่อนเงื่อนซ่อนงำ ซับซ้อนมากมาย แต่ในที่สุดแล้ว ฟ้าดินก็ส่ง "นักประวัติศาสตร์" ฝีมือไร้เทียมทานอย่างท่านลุงนิทาน มาเล่าเปิดโปงเล่ห์กลของพวกมันจนได้ ...ในซีรีส์นิทานทุกตอนเลย แต่ตอนนี้ "ต้มข้ามโลก" นี่ สุด classic มาก...
ถูกใจ · 6 · 6 พฤษภาคม เวลา 14:03 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ขอบคุณครับ คุณKamphi สำหรับความรู้ทางประวัติศาสตร์จีน ซึ่งผมอ่อนมาก
ถูกใจ · 9 · 6 พฤษภาคม เวลา 19:14 น.

Kamphi Wattanaphikowit
ผมเอาประวัติศาสตร์จีนมาแจมกับลุงนิทาน เพราะเห็นว่ารูปแบบมันคล้ายหรือเหมือนกัน ต่างกันเพียงยุคสมัยและบริบทของโลกในห้วงเวลานั้น นอกจากนั้นยังมีเรื่องของวิวัฒนาการของข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็วและปริมาณมากมายมหาศาล ในขณะที่ยุคของจิ๋นซียังไม่มีการทำกระดาษออกมาใช้เลย ยังต้องจารอักษรลงในซีกไม้ไผ่ แล้วม้วนเก็บเป็นมัดๆอย่างที่เราเห็นในหนัง กระดาษในประเทศจีนเพิ่งคิดค้นได้ในสมัยราชวงศ์ฮั่น ราว ค.ศ.105 โดยขันทีชื่อ ไฉ่หลุน (เป็นขันทีฝ่ายดีครับ ประวัติเรื่องการคิดค้นประดิษฐ์กระดาษขึ้นมาได้นี่ โรแมนติคมากครับ เพราะเกิดจากความรักที่บริสุทธิ์จริงๆ ระหว่างขันทีกับสาวชาววัง) แถมกว่าคนจีนจะคิดค้นการพิมพ์ขึ้นมาได้ในเวลาต่อมาก็เป็นร้อยปี แต่ปัจจุบันไอ้คอมตามบ้านอย่างเรานี่แหละ ข้อมูลทั้งภาพ เสียง และอักษร ท่วมหัวท่วมหูด้วยปริมาณและความเร็วอย่างน่าทึ่ง จนจะสำลักข้อมูลกันอยู่แล้ว และนี่จึงเป็นเหตูผลที่วิกฤติการณ์ของโลกทำไมจึงรุนแรงและส่งผลกระทบต่อทุกชีวิต และสิ่งแวดล้อมของโลกใบนี้ แค่ไอ้พวกบ้าที่คิดจะครองโลกกดปุ่ม Enter เศรษฐีก็กลายเป็นยาจกได้ เจ้าหนี้อาจกลายเป็นลูกหนี้ได้ และความมั่นคงของประเทศ รัฐต่างๆก็อาจถูกบั่นทอนได้ สงครามนิวเคลียร์ก็เกิดได้ เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น คาดเดาได้ยากจริงๆ
ถูกใจ · 6 · 6 พฤษภาคม เวลา 20:12 น.

Narudsaruk Likitcharoenkron ฮุฮุฮุ แอบส่อง
ถูกใจ · 3 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:00 น.

Phakpurin Pimatukan ประเทศจีนประวัติศาสตร์ยาวนานห้าพันปี ใช้เป็นบทเรียนได้อย่างดีเลยครับ เพราะเขาผ่านมาเยอะแล้ว
ถูกใจ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:24 น.

Peter AU จีน ถูกสหรัฐ-ยุโรป ปลุกยักษ์หลับ ตื่นมาแล้ว..โลกจะเป็นอย่างไร...น่าติดตาม
ถูกใจ · 4 · 7 พฤษภาคม เวลา 17:21 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Peter AU
ลอกเขามา.."พูดถึงเรื่องทหารซาอุดิฯก่อนนะ KSA นี่มาจากหลายหน่วย/หลายกองด้วยกัน ขาดการบริหารจัดการที่เป็นระบบ..ไม่มีแรงบันดาลใจที่จะที่จะต่อสู้หรือทำศึก.. สั่งให้มายืนเฝ้าปืนใหญ่ก็เฝ้าไปอย่างนั้น สั่งให้ยิงก็ยิง พอถูกกลุ่มฮูติ.. รุกเข้าไปในซาอุดิฯบ้าง พวกนี้ก็แตกกระจัดกระจาย หนีไปคนละทิศละทาง"......วันนี้ งดชมฝรั่งนะครับ..เดี๋ยวคนเข้าใจผิด..มาโห่ไล่ให้ๆไปอยู่เมืองฝรั่ง...เอาประโยคนี้ มาให้อ่านกัน..น่าสนใจ ว่าเราจะฟอกย้อม ล้างสิ่งสกปรกที่โดนฟอกย้อมมา..ออกได้อย่างไร..แล้วมาย้อมใจ ให้เกิดการรักชาติ-มาตุภูมิ-ถิ่นเกิด อาศัย กันอย่างไร..และเป็นหัวใจหลักยึดเหนี่ยวได้อย่างไร..? เราจะได้มีคนร่วมเดินทางที่มีพลัง..สู่เป้าหมายได้สำเร็จ......
ถูกใจ · ตอบกลับ · 10 · 6 พฤษภาคม เวลา 10:26 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
คำถาม หรือคำปรารภ ของเฮียPeter นี้ เป็นสิ่งที่ผมอยากได้คำตอบเช่นเดียวกัน ...เราจะล้างสิ่งสกปรกที่เขาฟอกย้อมมา ออกได้อย่างไร แล้วย้อมใจให้เกิดการรักชาติ มาตุภูมื ถิ่นเกิด กันอย่างไร... เพราะผมก็ต้ังคำถามกับตัวเองอย่างนี้ ก่อนที่จะลงมือเขียนนิทาน ผมคิดว่า เราจะล้างสิ่งสกปรกออก ต่อเมื่อ เรารู้ว่า มันสกปรก ตราบใดที่ไม่รู้ การล้าง ก็ไม่เกิดขึ้น ขั้นแรก จึงต้องสร้างตัวรู้ คือพยายามให้ข้อมูลกับเขาก่อน ว่าเขากำลังถูกฟอกด้วยสิ่งสกปรก แต่ เขาจะเชื่อหรือไม่ ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง สมมุติว่าเขาเริ่มรู้สึกว่ามันสกปรก เขาน่าจะขวนขวาย ที่จะไปหาอะไรมาทำให้เขาสอาดก่อน จึงจะคิดทำอะไรต่อไปได้ แต่แค่ท่อนแรก เราคงพอเห็นแล้วว่า ปัจจัยสำคัญ คือ ข้อมูล ที่จะเป็นน้ำยาล้างสิ่งสกปรก นั้นมันหายาก เรามีแต่ สื่อ อาจารย์ นักวิชาการ ที่เดินตัวด่างจากการถูกฟอกย้อม สมมุติต่อไปว่า เราพยายามให้ข้อมูลมากขึ้น เป็นน้ำยาล้าง สิ่งที่จะต้องมีตามมา คือความคิดที่จะล้าง ความคิดที่จะแก้ไข ความคิดที่จะสร้าง แต่คนบ้านเราไม่ได้ถูกสอน ถูกฝึกมาให้ใช้ความคิดกันเท่าไหร่เลย เราชินแต่การใช้ตา ดู หู ฟัง แต่สมองปิด มันเลยไปไม่ถึงไหน นี่คือปัญหา และผมก็กลุ้มใจครับ
ถูกใจ · 18 · 7 พฤษภาคม เวลา 4:33 น.

Noppaklao Klaewkla ถ้าคนไทยขยันอ่านก็คงได้น้ำยาล้างสิ่งสกปรกจากเพจคุณลุงได้อย่างดี....แต่คนไทยอ่านน้อยจึงถูกหลอกได้อ่าน
ถูกใจ · 3 · 7 พฤษภาคม เวลา 17:13 น.

Bankkok Dangeros 555+ สงสัยต้องเลียนแบบท่านผู้นำคิม ของเกาหลีเหนือมั้งครับ นักล่าถึงจะไม่กล้ายุ่ง มีนิวเคลียร์ กับขีปนาวุธพิสัยไกลเพียบดูๆ ไปก็คล้ายตัวเม่น ที่สัตว์นักล่าไม่ค่อยอยากไปยุ่งมากนัก เพราะมีหนามแหลมพร้อมจะป้องกันตัว ทิ่มแทงนักล่าได้ตลอดเวลา เลยนะครับ !!!
ถูกใจ · 3 · 9 พฤษภาคม เวลา 22:01 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Thai Tiger เคยวิเคราะห์มานานสมัยศึกษาประวัติศาสตร์จีนว่า สงครามเป็นเรื่องค่าใช้จ่าย มักจะต้องใช้นายทุนเป็นเบื้องหลัง ทางฝั่งตะวันตกก็คงเช่นกัน วันนี้ได้รู้วิธีหาเงินของกลุ่มทุนยุค 200 กว่าปี เริ่มต่อจิ๊กซอว์ประวัติศาสตร์ตะวันตกได้บ้างแล้ว.....ก่อนหน้านี้เคยค้นข้อมูล รอสไชน์ เพราะเป็นตระกูลที่อยากรู้รากที่มามาก อยากเข้าใจจังหวะการเดินเกมส์สักนิดก็ยังดี ........ ขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ตรงใจ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 20 · 6 พฤษภาคม เวลา 9:38 น.

Kobkaeo Jantavikulbutr
อ่านจบครั้งแรก ความคิดที่ผุดขึ้นมาในขณะที่อ่าน คือ ตระกูลรอธไชลด์ นี่ช่างสืบทอดเลือดชั่วเห็นแก่ตัวมายาวนานและแน่นเหนียว วางแผนชักใยเพื่อจะปกครองและควบคุมโลกทั้งใบ ส่งต่อกันในตระกูลเป็นทอด ๆ

ติดใจข้อความตอนนี้ "เป็นเวลานานติดต่อกันกว่า 150 ปี ที่ตระกูล Rothschild เป็นผู้อยู่เบื้องหลังประวัติศาสตร์ของยุโรปตะวันตก การไม่ปล่อยเงินกู้ให้แก่เอกชน แต่ปล่อยเงินกู้ให้กับประเทศต่าง ๆ แทน ทำให้พวกเขาได้กำไรอย่างสูงยิ่ง มีบางคนเคยพูดว่า ความรวยของตระกูล Rothschild มาจากการล้มละลายของหลายประเทศนั่นเอง”

แหม...มันช่างฉลาดชาติชั่วเสียจริง ๆ และอยากรู้ว่า ในโลกนี้มีคนยิว 'รวย ๆ' ที่เป็นคนจิตใจดี มีเมตตาต่อมนุษย์ร่วมโลกบ้างไหม พักสักครู่จะอ่านรอบที่สอง ขอบอกว่า คุณลุงนิทาน ตั้งชื่อตอนนี้ได้ถูกใจจริง ๆ "โคตรเหี้ยม"
ถูกใจ · ตอบกลับ · 18 · 6 พฤษภาคม เวลา 9:45 น.

Phakpurin Pimatukan
ยิวรวยๆที่จิตใจดี ยังไม่แน่ใจนะครับ แต่พอมีกรณีหนึ่ง ที่เขาสงสัยกันคือการจมของเรือไททานิค ในปี1912

เรื่องมีอยู่ว่ามีในขณะที่พวกอีลีทแปดตระกูลอเมริกา รณรงค์การก่อตั้งธนาคารกลางอเมริกา (Federal Reserve Bank) หรือเฟด มีสามคนที่ไม่เห็นด้วยคือ 1.Isidor Straus 2.Benjamin Guggenheim และ 3.Jacob Astor ทั้งสามคนเป็นชาวยิว อเมริกัน-เยอรมันที่ร่ำรวยและมีอิทธิพล

มีคนรวยขึ้นเรือมากมาย รวมทั้งสามคนนี้ด้วย แต่ที่น่าสงสัยก็เพราะ ความจริงจีพี มอร์แกน ที่ไปซื้้อบริษัทไวท์ สตาร์ไลน์ เดินเรือไททานิค ดันป่วยพอดี ไม่ขึ้นเรือไปด้วย ซึ่งก็รู้กันดีว่า จีพี มอร์แกน เป็นผู้สนับสนุนการต่อตั้งธนาคารกลางอเมริกา และเป็นหนึ่งในแปดตระกูลที่ถือหุ้น

หลังจากเอาเรือไปจมแล้วสามคนนี้ก็จมตามไปด้วย การฆ่าคนทีละมาก ย่อมกลบเกลื่อนการฆ่าคนไม่กี่คนที่เป็นเป้าหมายที่แท้จริงไปได้ง่ายๆ โดยอ้างว่ามันเป็นอุบัติเหตุ (ถึงจะบ้าแค่ไหนคงไม่มีใครยอมปล่อยให้เอาเรือไปลุยดงภูเขาน้ำแข็งแน่ๆ)

ถึงพวกแปดตระกูลจะเชื่อมั่นในอิทธิพลของตัวเอง แต่ก็คงตัดไฟแต่ต้นลม ไม่ให้สามคนนี้ใช้อิทธิพลขัดขวางการตั้งธนาคารได้ แถมเรียกว่าเชือดไก่ให้ลิงดูอีกต่างหาก เพราะหลังจากเหตุการณ์นี้ก็ไม่มีใครกล้ามาขวางอีกเลย เฟดจึงตั้งได้ในปี 1913

พออีกปีต่อมา1914 ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งตามมาเลย จะบอกว่าบังเอิญคงไม่ใช่? ต้องเรียกว่าเป็นการตั้งธนาคารเพื่อบริหารการเงินในยามสงครามโลกเลยมากกว่า

ส่วนสามคนนั้น แน่นอนว่าก็เป็นยิว ที่ไม่สามารถเรียกว่าเป็นคนดีได้ เพราะก็เป็นพวกอีลีทเหมือนกัน แต่อย่างน้อยเขาก็ขัดขวางในสิ่งที่ไม่ถูก ซึ่งไม่รู้ว่าขัดขวางเพราะเรื่องผลประโยชน์หรืออะไร แต่สิ่งสุดท้ายที่ทั้งสามได้ทำคือ การยอมเสียสละชีวิต เพื่อให้เด็กและผู้หญิงลงเรือบดรอดชีวิตมาได้

เสริม คนตระกูลรอธส์ไชลด์เองก็จมไปกับเรือไททานิคด้วย แต่เป็นคนในตระกูลปลายแถวไม่ใช่ตัวใหญ่ๆ สรุปคนพวกนี้ไม่เคยสนใจว่าใครจะเป็นพวกเดียวกันหรือญาติกันอะไรทั้งนั้นครับ เพื่อผลประโยชน์และแผนการเขากำจัดได้หมด

ดังนั้นที่เล่านี่ถือเป็นเกร็ดความรู้แล้วกันครับ ยังคงตอบโจทย์คำว่ายิวรวยๆดีๆ ไม่ได้ทั้งหมด

ส่วนข้อสุดท้ายที่ว่ามีเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์ก็วาระสุดท้ายของชีวิตเขาละครับ ที่สละชีวิต ไม่นั่งเรือบดหนีไป ทั้งที่ทำได้เพราะเป็นเฟิร์สคลาส แต่ผู้ชายหลายๆคนต่างสละให้ผู้หญิงและเด็กทั้งนั้นครับ

http://extremelifechanger.com/.../73383 ... 32318669...
EXTREMELIFECHANGER.COM
ถูกใจ · 9 · 6 พฤษภาคม เวลา 22:01 น. · มีการแก้ไข

Kobkaeo Jantavikulbutr ขอบพระคุณเป็นอย่างยิ่งค่ะ อย่างน้อย ๆ ก็ช่วยให้มองคนยิวดีขึ้นเล็กน้อย ไม่เหมารวมเข่ง เพื่อนสนิททำงานกับบริษัททำเครื่องประดับส่งออกที่เจ้านายใหญ่เป็นยิว เวลานายมาจากอเมริกาทีไรเห็นบ่นทุกที ใช้งานเกินคุ้ม กระดิกตัวทำไรไม่ได้เลยอยู่ในสายตาตลอด จู้จี้มาก

ป.ล. เรื่องที่กรุณาเล่ามานี้ น่าสนใจมากค่ะ เพิ่งเคยทราบเบื้องหน้าเบื้องหลังวันนี้เอง ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
ถูกใจ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 22:06 น. · มีการแก้ไข

Kobkaeo Jantavikulbutr ขอบคุณอีกครั้งนะคะ ที่เพิ่มข้อมูลและเพิ่มภาพให้เห็นหน้าตาของยิว 3 คนที่วาระสุดท้ายของชีวิตได้มีเมตตาเสียสละให้เด็กและผู้หญิงได้มีชีวิตรอด เป็นเรื่องเล่าเบื้องหลังที่ให้คุณค่าให้รู้สึกถึงความดีของมนุษย์ที่มีต่อมนุษย์ด้วยกันค่ะ
ถูกใจ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 22:22 น.

อิทาจิ อุจิวะ ยิวในอเมริกาหันมานับถือพุทธหลายแสนเลยนะ

http://www.dek-d.com/board/view/2662080/
ถูกใจ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 23:17 น. · มีการแก้ไข

Chaiyawat Choophan ยังคิดว่าตะกูลรอธส์ไชลด์ที่จมกับเรือไททานิคเป็นคนไปจมเรือซะอีก แล้วก็ปลอมตัวเป็นหญิง ลงเรือรอดมา
ถูกใจ · 2 · 10 พฤษภาคม เวลา 20:13 น. · มีการแก้ไข

Phakpurin Pimatukan ตัวใหญ่ๆคงรู้เลยไม่มานั่งเรือครับ พวกที่ไม่ได้เกี่ยวแต่ตระกูลเดียวกันก็เลยนั่งไป เลยจมไปด้วย...
ถูกใจ · 2 · 10 พฤษภาคม เวลา 20:18 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Qool Anne เบื้องหลังการล้มอำนาจเดิมที่ตนได้ประโยชน์และควบคุมได้เห็นภาพทับซ้อนขึ้นมาเลยค่ะคุณลุง
ถึงมันไม่เคยเห็นหัวเจ้าของแผ่นดิน แต่แผ่นดินสุวรรณภูมิแดนสมันน้อยของหนูนี้ ศักดิ์สิทธิ์นัก พระราชาเป็นพระโพธิสัตย์ คนก่อกรรมระดับวิบากกรรมต่อนานาประเทศให้ล่มจม กี่ภพ กี่ชาติ กี่รุ่น คงจะเห็นผลวิบากนั้นในเร็ววัน ถึงสมันน้อยจะซวดเซไปบ้าง การหักโค่นราบคาบคงไม่ถนัดนัก พวกล้มเจ้ามันจึงดิ้นพล่านอย่างนี้ ขอบคุณ คุณลุงค่ะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 13 · 6 พฤษภาคม เวลา 8:47 น.

Viv Wienrawee Not sure we can take miracle for granted อย่าลืมจับตาทูตมะกันคนใหม่ Glyn Davies >> http://journal-neo.org/.../us-nominates ... e-grad.../

US Nominates War College Grad as Ambassador to...
JOURNAL-NEO.ORG
ถูกใจ · 7 · 6 พฤษภาคม เวลา 18:34 น.

Qool Anne อีตานี่แสบ ไม่งั้นคงอยู่เกาหลีเหนือไม่ได้ น่าจะเป็น CIA มากกว่าเป็นทูตเนอะคุณ Viv Wienrawee
ถูกใจ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 19:05 น.

Viv Wienrawee มันน่ะ CIA ตัวพ่อเลยมั๊ง
ถูกใจ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 20:21 น.

Viv Wienrawee อาจารย์นี่เร็วชะมัด 555
ถูกใจ · 2 · 6 พฤษภาคม เวลา 20:23 น.

Chompunoot Morachat คุณ Viv Wienrawee ขา เห็นว่า นายทูตคนนี้ไม่ได้มาคนเดียวด้วยนะ ....คงมีงานพิเศษให้เขาทำ...คุณพูดถูกแล้วที่เราต้อง "จับตา" ดูเขา
ถูกใจ · 3 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:57 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


ณรงค์เดช ไชยศรี เป็นตอนที่เปิดตัวบุรษผู้ขายจิตวิญญานให้กับซาตานได้ดีจริงๆ บุรษผู้อยู่ในเงามืดถูกลุงนิทานฯแฉซะแล้ว
ถูกใจ · ตอบกลับ · 10 · 6 พฤษภาคม เวลา 9:30 น.

Chompunoot Morachat
ขอชมเชย อสูรกาย ล้อกเนส นะคะว่า ตั้งคำถามดีมาก จากที่ติดตามอ่านนิทานมาปีครึ่งนี่ เห็นเลยว่า ท่านลุงนิทานชอบให้ถาม ชอบให้เม้นต์ เพราะทั้งการเม้นต์การถามก่อเกิดให้เกิดปัญญา เพื่อนๆ ในเฟซ ก็พลอยได้อานิสงค์ความรู้และปัญญาไปด้วย จริงๆ นี่ คนที่สงสัย/ตั้งคำถามเป็นคนฉลาดนะคะ เพราะในหลายครั้งพบว่า การถามคำถามดีๆ คมๆ ยากกว่าการตอบเสียอีก -- ส่วนตัวเอง ไม่ค่อยถาม (แล้วตอนนี้) อาจเพราะวัย (แก่) ด้วยมังคะ คือ มันมาถึงวัยที่จะรับรู้ รับฟัง ขบคิด แล้วก็มักจะสรุปกับตนเองว่า อืมม ... มันก็เป็นเช่นนั้นเองเนะลาะโลกมนุษย์นี่... อย่างไรก็ตาม ขอสนับสนุนให้ อสูรกาย ถามต่อไปค่ะ ...อีโมติคอนsmile
ถูกใจ · ตอบกลับ · 7 · 7 พฤษภาคม เวลา 4:36 น.

Chanin Benchanark บทความนี้.และ บทความที่ผ่านมา ขจัดข้อ สงสัย หลายๆเรื่อง ขอบคุณ ครับ!
ถูกใจ · ตอบกลับ · 7 · 6 พฤษภาคม เวลา 10:02 น.

อิทาจิ อุจิวะ ครับ ราชวงศ์ไหนที่ คล้อยตาม ก็จะคงอยู่ นอกจากไม่ทำลายแล้ว ยังช่วยปกป้องด้วยเพราะเอื้อประโยชน์กัน เรื่องนี้คนไทยที่ศึกษาเรื่องนี้เข้าใจผิดกันเยอะมาก
ถูกใจ · ตอบกลับ · 7 · 6 พฤษภาคม เวลา 10:57 น.

อิทาจิ อุจิวะ บทความนี้ ทำให้เข้าใจเลยทำไมทหารไทย ไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับพวกค้าน้ำมันข้ามชาติ โบราณสอนไว้ รู้อะไรก็ไม่สู้รู้วิชา รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี 555
ถูกใจ · 7 · 6 พฤษภาคม เวลา 11:44 น.

อิทาจิ อุจิวะ ถึงจะเคืองใจบ้างแต่ก็รับได้ ถ้าคิดชนกับพวกนี้ก็รนหาที่จริง ๆ
ถูกใจ · 2 · 6 พฤษภาคม เวลา 11:48 น.

จตุพร เพชรเรียง ถ้าจะชน ต้องระดับ วลาดิเมียร์ ปูติน โน่นเลย "ยิวมะกันอังกฤษ" ออกไป อย่ามายุ่งกับน้ำมันของรัสเซีย มะกันมาซ้อมรบแถวๆชายแดนรัสเซีย ปูตินก็ไม่เคยว่า แค่ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดระยะไกล บรรทุกหัวรบนิวเคลียร์ไปบินเล่นๆ แถวบ้านมะกัน เท่านั้นเอง อย่าเครียด(ฮา)
ถูกใจ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 16:28 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Phakpurin Pimatukan ถึงว่าทำไมเขาเรียกพวกตระกูล Schiff ว่าเป็นรอธส์ไชลด์ไปเลย เช่นนี้นี่เองขอบคุณครับ

นิทานเรื่องต้มข้ามศตวรรษนี้จำชื่อพวกตระกูลหรือบุคคลต่างๆให้ดีนะครับ แสบๆทั้งนั้น!!!
ถูกใจ · ตอบกลับ · 6 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:29 น.

Chompunoot Morachat น่าจดจำค่ะ เพื่อจะได้ดูพฤติกรรมพวกนี้
ถูกใจ · 2 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:59 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Sutin Kowarsik แจ่มชัดเลยค่ะ เคยสงสัยว่าเปลี่ยนนามสกุลทำไมถึงบางอ้อ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 6 · 6 พฤษภาคม เวลา 9:00 น.

คิดถึง ลมหนาว อ่านนิทานเเล้ว ก็คงต้องยอมรับตามความจริงอะนะว่า ฝรั่งมันเก่งกว่าเราๆมากมายนัก ฝรั่งมันโกงกินประเทศอื่นเข้าประเทศตัวเอง เเต่ สมันน้อยทุกยุคทุกสมัย โกงกินคนในประเทศเดียวกันเพื่อผลประโยชน์ตัวเองเเล้วเอาไปขายให้ต่างชาติเค้าซะงั้น อย่างสมัยก่อน บ้านใครมีลูกสาวสวย ก็ส่งให้เจ้าขุนเมืองนาย คิดเเล้วก็เห็นภาพถึงปัจจุบันเลย
ถูกใจ · ตอบกลับ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 17:19 น. · มีการแก้ไข

Verachai Homcheun กลุ่มทุนสนับสนุนการปฏิวัติการปกครอบ ระบบกษัตริย์ เฮ้อ เกือบไปแล้วซิพวกเรา
ถูกใจ · ตอบกลับ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 12:33 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Wora Wijak เจ้าพ่อเงินตรา https://www.youtube.com/watch?v=77sKGY7Cnbk

เจ้าพ่อเงินตรา การเมือง part 1 of 10
YOUTUBE.COM
เจ้าพ่อเงินตรา การเมือง part 1 of 10
เงินตรา ธนบัตร อำนาจ อิทธพล...
YOUTUBE.COM
ถูกใจ · ตอบกลับ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 14:26 น.

Dontree Khrutdilakanan ดูแล้วนึกถึง ร.6 ที่ได้ตั้ง ธ.ออมสิน แต่ไม่รู้ว่าลึกๆแล้ว ท่านตั้งใจเพื่ออะไรหรือว่าท่านรู้เท่าทันตะวันตก รู้แต่ว่าช่วงนั้นไทยเงินหายไปเยอะมาก
ถูกใจ · 7 พฤษภาคม เวลา 6:24 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Atirutj Saelim มิหน้าล่ะ ไม่แปลกใจเลย ไอ้พวกยิวที่เกลียดเป็นทุนอยู่แล้ว ไม่ผิดอย่างที่คาดจริงๆ สันดานความเหี้ยมันเป็นมานานมากกว่าพีนปี มิหน้าล่ะ พระเจ้าถึงได้สาปแช่งพวกมัน
ถูกใจ · ตอบกลับ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 10:29 น.

Thai Tiger ยิวมีหลายเชื้อสาย ระหว่างเชื้อสายมีความแตกต่างกัน ไม่ลงรอยกัน แต่มักจะมีสายสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันอยู่ ลองศึกษาเชื้อสายยิวดู ยิวไม่ได้เป็นคนไม่ดีทั้งหมด แต่เชื้อสายที่อยู่ในวงการเงิน มีความเชื่อ ศรัทธาในบางอย่าง ที่น่ากลัว
ถูกใจ · 5 · 6 พฤษภาคม เวลา 14:10 น. · มีการแก้ไข

โมนา อนุโมทนา เชื้อสายทีาอยู่ในวงการเงิน. มีความเชื่อ. ศรัทธาอะไรคะที่น่ากลัว
ถามเพราะไม่รู้จริงๆคะ
ถูกใจ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 15:01 น.

Chompunoot Morachat
ยิวที่ดีก็มีค่ะ ก็คงเหมือน ๆ กับเผ่าพันธุ์อื่น ๆ มังคะในเรื่องที่มีคนดีคนเลวปนอยู่ในกลุ่มของพวกเขา แต่ทีนี้ ประเด็นคือ พวกคนไม่ดี มันมีอำนาจในมือ มันเป็นชนชั้นผู้ปกครอง มันเลยสามารถประกอบกรรมชั่วนานาประการได้อย่างกว้างขวางและลึกซึ่งจนดูเหมือนยากที่จะถ่ายถอน ...ลองอ่าน "ยิว" ของท่านคึกฤทธิ์ ประกอบด้วยก็ดีนะคะ จะได้เข้าใจว่า เพราะคำสอนในศาสนาเขามันฝังอยู่ในดีเอ็นเอ เรื่อง เขาเป็น the chosen people เขาเลยคิดว่า คนอื่น เป็นคนนอก gentile ที่ปนเปื้อน/ไม่บริสุทธิ์ เหมือนพวกเขา...พวกเขาเป็นชนชาติที่ พระเจ้าโปรดปรานเป็นพิเศษ ดังนั้นเขาจึงมีกฎในคัมภีร์ตาลมุดข้อหนึ่งว่า จะไม่แต่งงานกับคนนอก เพราะไม่อยากให้สายเลือดยิวปนเปื้อน ...
ถูกใจ · 1 · 6 พฤษภาคม เวลา 21:55 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Pattama Jaruonurai จารไว้ในหัวใจแล้วนะคะลุงนิทาน "...พวกมันไม่เคยเห็นหัวเจ้าของแผ่นดิน !" จะไม่มีวันลืมแน่นอน....
ถูกใจ · ตอบกลับ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 13:54 น.

Moragot Paitoon ขอบคุณครับ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 4 · 6 พฤษภาคม เวลา 8:58 น.

Atirutj Saelim ขอแชร์ครับ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 6 พฤษภาคม เวลา 10:30 น.

Tanya Charoonsamathisak โลกนี้คือละคร..โกหก หลอกล่วง กอบโกย
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 10 พฤษภาคม เวลา 10:49 น.

Chaiyawat Choophan ยังห่วงอยู่ว่า คลังสมันน้อยบอกว่าจะทำทางรถไฟความเร็วสูง 3 เส้นทาง แต่ยังหาแหล่งเงินกู้ไม่ได้ นี่มันจะเป็นการพูดปูทางให้ใครหรือเปล่า ใช่ปูทางให้นักลงทุนกินเมืองมาลงทุนให้หรือเปล่า อ่านนิทานของท่านลุงแล้ว ก็ชักจะมโนไปคร่าวๆ ว่ามีการเตี้ยมกัน ในเรื่องเงินลงทุนกับเจ้าสัวบางคน กับกลุ่มทุนนอกหรือไม่
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 10 พฤษภาคม เวลา 20:20 น.

Toyty Po ขอแชร์ค่ะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 6 พฤษภาคม เวลา 10:22 น.

Witt Chang ขอบพระคุณมากครับ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 9 พฤษภาคม เวลา 14:06 น.

เทิดศักดิ์ กระจ่างจิต
ฝ.

ิฝฝ
,,nmbn,,n,
nb,b,,n,,,,bb

N,m
n,,,n,nb,vมมอ. ททืม,vืืมท. ฝ.

.(?'฿ วใใ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 8 พฤษภาคม เวลา 21:09 น.

Witt Chang #ฟังสนธิ ลิ้ม พูดถึง ซีพี เมื่อปี 2537

http://www.manager.co.th/Home/ViewNews.aspx...

ฟังคำทำนาย“สนธิ”เมื่อ 22 ปีก่อน ถึงความสัมพันธ์ทุนจีน-ซีพี
ในห้วงเวลาที่ ธุรกิจในเครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ...
MANAGER.CO.TH
ถูกใจ · ตอบกลับ · 10 พฤษภาคม เวลา 21:58 น.


ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน