เรื่อง “เหยื่อ” ตอนที่ 2 : “ขวาง 3”

อิรักเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมาน นานแสนนานก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 จะเริ่ม เรียกว่าเป็นมณฑลด่านนอก ซึ่งประกอบด้วย เมือง Basra, Bagdad และ Mosul อังกฤษนักล่าฯ จากเกาะใหญ่ฯ เรียกมณฑลนี่ว่า เมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) แม้จะเป็นด่านนอก แต่มีความสำคัญกับออตโตมาน เพราะฉะนั้นจึงมีความเชื่อมทางชะตากรรมและทิศทางของเมืองร่วมกัน
ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13555
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

เรื่อง “เหยื่อ” ตอนที่ 2 : “ขวาง 3”

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 24 พ.ค. 2015 4:57 pm

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
นิทานเรื่องจริง เรื่อง “เหยื่อ”
ตอนที่ 2 : “ขวาง 3”

10653674_893925593969255_380980017797755528_n.jpg
10653674_893925593969255_380980017797755528_n.jpg (48.99 KiB) เปิดดู 655 ครั้ง

ประมาณ ค.ศ. 1882 น้อยคนในโลกจะรู้จักว่า ไอ้ดำ ๆ เหนียว ๆ และที่ทุกวันนี้เรียกกันว่า น้ำมันดิบน่ะ มันมีค่ามหาศาลขนาดไหน ถึงกับเรียกเป็นทองดำกันเลย สมัยนั้นรู้จักกันแต่น้ำมันเติมตะเกียง ซึ่งโรงงานของเยอรมันนั่นแหละ เป็นผู้ผลิตตะเกียง ชื่อ Stohwasser น้ำมันนี้ เรียกว่า “rock oil” เพราะมันไหลออกมาจากหิน ซึ่งมีอยู่มากในแถบ Titusville ของ รัฐPennsylvania และที่ Baku ของรัสเซีย หรือ Galicia ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของโปแลนด์

ค.ศ. 1870 นาย John D Rockefeller ตั้งบริษัท Standard Oil ขึ้นเพื่อหาน้ำมันมาเติมตะเกียง (ไม่ได้หรูหรา ตั้งแท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลกัน อย่างที่คิดหรอกนะ ในสมัยนั้น) และเอามาใช้เป็นส่วนประกอบในการทำยาในอเมริกา ตอนนั้นยังไม่มีใครคิด เอาน้ำมันมาใช้ในการอุตสาหกรรม ฝรั่งก็ไม่ได้ฉลาดล้ำไปทุกเรื่องหรอก

แต่อย่างน้อยก็มีคนเข้าใจ และรู้จักคิด คือ กัปตัน Fisher ทหารเรืออังกฤษ ปี ค.ศ. 1882 กัปตันบอกว่า ถ้ากองทัพเรืออังกฤษเปลี่ยนจากใช้ถ่านหิน มาเป็นใช้น้ำมัน เรือรบอังกฤษจะวิ่งฉิวเลย เพราะไม่ต้องไปเปลืองน้ำหนักกับถ่านหิน ผลของการคิดก้าวไกล คุณกัปตันได้ก้อนอิฐเต็มหัว ใคร ๆ หาว่าเขาบ๊อง (เคยเขียนให้อ่านกันแล้วครับ ในนิทานเรื่องมายากลยุทธ) คุณกัปตันเจ็บใจ ซุ่มทำการบ้านอยู่หลายปี

ขณะเดียวกัน ค.ศ. 1885 วิศวกรชาวเยอรมัน นาย Gottlieb Daimler ก็เป็นคนคิดเครื่องยนต์ให้รถวิ่งโดยใช้น้ำมัน แต่ขณะนั้นรถยนต์มันเป็นเครื่องวิ่งแทนเท้าของพวกเศรษฐีเท่านั้น ชาวบ้านทั่วไปคงยังต้องใช้เท้าส่วนตัววิ่งเองตามเดิม ไม่ได้มีโอกาสได้ชื่นชมผลงานอันแสนสุดยอดนี้ในตอนนั้น แต่ถึงอย่างไรข่าวนี้แน่นอน ยิ่งเพิ่มความไม่พอใจให้แก่อังกฤษ

ปี ค.ศ. 1905 อังกฤษเริ่ม “รู้สึก” ว่าน้ำมันนี่ น่าจะเป็นอาวุธสำคัญ แต่ทำอย่างไรล่ะ ทั้งเกาะใหญ่ของอังกฤษมีแต่น้ำมันตะเกียง ไม่มีแหล่งน้ำมันดิบของตัวเอง ใครรู้อายเขาตาย เป็นตั้งจักรภพอังกฤษ ใหญ่ซะไม่มีละ แต่ดันต้องพึงอเมริกา รัสเซีย หรือเม็กซิโก ให้ส่งน้ำมันให้ เป็นสิ่งที่อังกฤษรังเกียจ และเสียหน้าอันใหญ่โตมาก ตามประสาคนยะโส

ย้อนไปในปี ค.ศ. 1904 คุณกัปตัน Fisher มีคนตาแหลมมองเห็นว่า ไอ้หมอนี่นอกจากไม่บ๊องแล้ว มันยังเป็นอัจฉริยะอีกด้วย (2 อย่างนี้เส้นตัดแบ่ง มันบางมากนะครับ) คุณกัปตันเลยได้เลื่อนตำแหน่งเป็นถึงผู้บัญชาการทหารเรือ เขารีบตั้งคณะกรรมการ เพื่อพิจารณาว่า จะหาน้ำมันมาจากไหนและทำอย่างไร เพื่อเอามาให้กองทัพเรืออังกฤษใช้ คราวนี้เอาจริง !

ขณะนั้นอังกฤษไปจับจองครองพื้นที่อยู่ที่เปอร์เซีย (Persia) และ Arabia Gulf ที่เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออตโตมานแล้ว เปอร์เซียเองไม่ได้เป็นอาณานิคมของอังกฤษ แต่อังกฤษมีวิธีไปตั้งสถานกงสุลอยู่ที่เมือง Bushier และ Bandar Abbas โดยการเอากองทัพเรือมาจอดขวางกลางอ่าว ก็เท่านั้นเองแหละ เป็นการขวางไม่ให้ใครใช้เส้นทางไปสู่อินเดีย อังกฤษทำแบบนี้มาทุกครั้งที่ต้องการข่มขู่เหยื่อ สมันน้อยก็โดนมาแล้ว ยังจำ ร.ศ. 112 ได้หรือเปล่า หรือต้องให้ลุงนิทานเล่า เกินไปนะ ประวัติศาสตร์สำคัญของบ้านเรานะ หาอ่านกันเองบ้าง

ค.ศ. 1905 อังกฤษส่งสายลับมือหนึ่ง ชื่อ นาย Sidney Reilly (ซึ่งจริง ๆ เป็นชาวรัสเซีย ชื่อ Sigmund Georgjevich Rosenblum ชาวเมือง Odessa ในรัสเซีย) ให้เดินทางเข้าไปในเปอร์เซีย ภายใต้คำสั่งลับสุดยอดให้ไปควานหาตัวบุคคลลึกลับ ชื่อ นาย William Knox D’Arcy!

ต้องยอมรับว่าการข่าวกรองและการจารกรรมของอังกฤษ นำหน้ามาตลอดเป็นหลายร้อยปี ปัจจุบันก็ยังอยู่แถวหน้า ตัวใหญ่ ๆ ของ CIA ของนักล่ารุ่นใหม่ ก็เรียนงานมาจากรุ่นเก่านี้ทั้งนั้นแหละ โดยเฉพาะช่วงสงครามโลกและสงครามเย็น

นาย D’Arcy เป็นวิศวกรชาวออสเตรเลีย ซึ่งสนใจและศึกษาประวัติศาสตร์เป็นงานอดิเรก อย่างเอาจริงและลึกซึ้ง ชนิดพูดกับก้อนหินรู้เรื่อง และเป็นคริสเตียนที่เคร่งครัด เขามีความเชื่อแบบฝันเฟื่องว่า เทพเจ้าแห่งไฟของเปอร์เซีย (Ormuzd) จุดน้ำมันตะเกียงถวายพระผู้เป็นเจ้าในสมัยโบราณตลอดเวลา แสดงว่าแถบนั้นน่าจะต้องมีน้ำมัน “rock oil” (พวกเฟื่อง พวกบ๊อง นี่ดูดี ๆ นะครับ บอกแล้วเส้นแบ่ง มันบางมาก !) เขาจึงไปเดินสำรวจแถวนั้นอยู่หลายรอบ และเมื่อเชื่อมากขึ้นว่า น่าจะมี "rock oil” เขาก็ไปติดต่อขอกู้เงินจากนายธนาคารของอังกฤษ เพื่อสนับสนุนความฝันเฟื่องของเขา (ข่าวมันน่าจะหลุดรอด ไปในช่วงนี่แหละ เพราะฉะนั้นถ้าอยากมีความลับอย่าไปยุ่งกับนายธนาคารเชียว !)

ประมาณช่วงปลาย ค.ศ. 1890 กว่า ๆ กษัตริย์ Reza Khan Pahlevi เพิ่งขึ้นครองบัลลังก์เปอร์เซีย ซึ่งปัจจุบันเป็นอิหร่าน ได้เรียก นาย D’Arcy เข้าไปคุย เพราะนาย D’Arcy เป็นวิศวกรฝรั่งที่เดินทางเข้าออกหาน้ำมันอยู่แถวนั้น จนเป็นที่รู้จักกันดี ท่าน Khan อยากสร้างทางรถไฟ และอยากทำอุตสาหกรรมในเปอร์เซีย เลยอาศัยนาย D’Arcy เป็นที่ปรึกษา ตอนนั้นคงมีฝรั่งให้คุยด้วยไม่มาก

ค.ศ. 1901 บุญหล่นใส่นาย D’Arcy โครมใหญ่ ท่าน Khan ให้รางวัลเป็นสินน้ำใจที่นาย D’Arcy มาให้คำแนะนำ เป็นสัมปทานอายุ 60 ปี ที่อนุญาตให้นาย D’Arcy จะค้น จะขุด จะเจาะ อย่างไรก็ได้บนแผ่นดินของเปอร์เซีย และขุดได้อะไรมาก็ให้เป็นสมบัติของนาย D’Arcy โดยไม่มีใครจะมาขวางได้ !

นาย D’Arcy จ่ายเงินไปประมาณเท่ากับ 2 หมื่นปอนด์ และตกลงจะแบ่งให้ ท่าน Khan 16% จากจำนวนรายได้ที่ได้จากขายน้ำมัน ถ้าขุดเจอจากแหล่งนี้ นาย D’Arcy ไม่รู้เลยว่า เขาได้เอกสารมีค่ามหาศาล มันรวมไปถึงให้เป็นสิทธิตกทอดถึงทายาทและผู้รับโอนด้วย แม่เจ้าโว้ย ! สิทธิในการจะขุดน้ำมันไปจนถึง ค.ศ. 1961 เชียวนะ

นาย Reilly สมกับเป็นสายลับมือหนึ่ง เขาควานหาตัวนาย D’Arcy จนเจอ ในปี คศ 1905 ขณะที่นาย D’Arcy กำลังจะเซ็นสัญญา เลือกฝรั่งเศสมาเป็นหุ้นส่วน เป็นฝรั่งเศสที่ส่งมาโดยกลุ่มธนาคารของ Rothschild ในปารีส (แสดงว่า Rothschild มีการข่าวดี จำเรื่องปั่นหุ้น insider trading ครั้งแรกของโลกโดย Rothschild ฝ่ายอังกฤษได้ไหมครับ ก็มาจากการข่าวพิเศษของพวก Rothschild เล่าอยู่ในนิทานเรื่องมายากลยุทธ) นาย D’Arcy กะว่าจะให้หุ้นส่วนฝรั่งเศสขุดต่อ และตัวเขาจะเดินทางกลับไปออสเตรเลีย แหม เดินกลางแดด หาน้ำมันอยู่นาน ไอ้ที่ยังไม่เพี้ยน ก็เพี้ยนจริงได้เหมือนกัน

สายลับ Reilly ลงทุนปลอมตัวเป็นพระ ไปตีสนิทกับนาย D'Arcy นั่งกล่อมนาย D’Arcy ว่า ทั้งหมดนี่น่า คงเป็นรางวัลที่พระผู้เป็นเจ้า ประทานให้กับสาวกที่ซื่อสัตย์ของพระองค์ คงไม่มีใครที่จะมีบุญขนาดนี้อีกแล้ว แต่จะได้บุญมากขึ้น ถ้าไม่เก็บไว้คนเดียว แต่ให้คนส่วนมากได้ประโยชน์ด้วย พระผู้เป็นเจ้าจะยิ่งดีใจ นาย Reilly คงกล่าวอย่างนั้น

ในที่สุด นาย D’Arcy ก็ตกลงโอนสิทธิสัมปทานให้แก่บริษัท ที่มีชื่อว่า Anglo Persian Oil Company ซึ่งตอนนั้นใช้ชื่อ Lord Strathcona นักการเงินชาวสก๊อต ซึ่งรัฐบาลอังกฤษส่งมาให้เป็นนอมินี (ตกลงนอมินีน้ำมัน รายที่ 1 เท่าที่เรารู้นี่ เริ่มโดยอังกฤษนะครับ สำหรับสมันน้อย ปตท. ใครเป็นนอมินี ให้ใครบ้าง โปรดช่วยกันสืบต่อ อาจจะย้อนกลับไปที่เดิม อย่าแปลกใจก็แล้วกัน) ส่วนสายลับ Reilly ก็คงเกษียณไปพร้อมด้วยเงินรางวัลก้อนโต หรือไม่ก็โดนเก็บลงหีบ ตามธรรมเนียมชะตาชีวิต ของคนที่เป็นสายลับที่รู้ความลับชนิดปิดลึก วงการนี้เขาโหดร้ายอย่างนี้แหละ !

สวัสดีครับ
คนเล่านิทาน
28 ส.ค. 2557

source
https://www.facebook.com/68825895786925 ... permPage=1



ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13555
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

Re: เรื่อง “เหยื่อ” ตอนที่ 2 : “ขวาง 4”

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 24 พ.ค. 2015 4:57 pm

Zvmpvn Xytev คศ.1990น่าจะพิมพ์ผิดต้องเป็น1890กระมัง ครับ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 1 · 29 สิงหาคม 2014 เวลา 1:46 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น พิมพ์ผิด แก้แล้วครับ ขอบคุณที่ช่วยบอก
ถูกใจ · 4 · 29 สิงหาคม 2014 เวลา 4:59 น.

Narudsaruk Likitcharoenkron อ่านแล้ว รู้ชะตากรรม คอคอดกระ ของไทยทันที ไม่รู้ว่าข้างบน ๆๆๆ มีไปทำสัญญาอะไรที่ไม่ทำให้เราเสียดินแดนใน รศ. 112 หรือเปล่า และมีผลผูกพันธ์ถึงเมื่อไหร่ สงสัยมันจะต้องมีข้อแลกเปลี่ยนอะไรบ้างอย่างแน่ ๆ นะค่ะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 9 · 29 สิงหาคม 2014 เวลา 3:21 น.

Un Aun Unther มีครับโดนไปหลายฉบับซะด้วย แต่ข้างบนท่านก็พยายามแก้ไขเหมือนกัน ช่วงนั้นสยามประเทศเราเสียดินเเดนมากที่สุดตั่งแต่เป็นสยามประเทศมาเลยก็ว่าได้ ซึ่งพระองค์ท่านก็เศร้าโศกเสียพระทัยมิใช่น้อย ถึงกับสักต์คำว่า "ตราด ร.ศ.112" ไว้ที่กลางพระอุระเลยที่เดียว.
ถูกใจ · 3 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:39 น.

Narudsaruk Likitcharoenkron อันอันหาเอามาแชร์หน่อยซิค่ะ พี่บ่อมีเวลาเลยอะ ขอบคุณค่ะ
ถูกใจ · 1 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:42 น.

Un Aun Unther ต้องออกตัวเลยนะครับผมเรื่อง ร.ศ.112 ผมก็ไม่แม่นเท่าไหร่ ก็ในเพส "แฉ ความลับ" ที่เคยบอกไปนั้นล่ะครับพี่ กับคลังข้อมูลเก่าๆ สมัยทำงานที่เมืองไทยครับ.
ถูกใจ · 3 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:53 น.

Narudsaruk Likitcharoenkron นั้นต้องรอเวลาว่าง ๆ แล้วละ
ถูกใจ · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:55 น.

Un Aun Unther แต่จะให้สืบค้นข้อมูล ก็คงพอทำได้ครับ ไว้วันหลังจะจัดให้ครับ.
ถูกใจ · 3 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:57 น. · มีการแก้ไข

Narudsaruk Likitcharoenkron น่ารักมากน้องอันอันของพี่หมวยน้อย อิอิอิ
ถูกใจ · 3 · 31 สิงหาคม 2014 เวลา 0:00 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Chompunoot Morachat มันช่างชาญฉลาดอย่างน่ากลัวจริงๆ ไอ้พวกชาวเกาะ ...มันเกาะคนอื่นกินมาตลอดตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน...
ถูกใจ · ตอบกลับ · 8 · 28 สิงหาคม 2014 เวลา 21:51 น.

Chompunoot Morachat
อ้าว นี่ Un Untheur ยังอายุน้อยกว่า หมวยน้อยอีกเหรอ ดูในรูป รวมทั้งความรู้ด้านประวัติศาสตร์ก็แน่นหนามาก เลยเดาว่า อ่อนกว่าท่านลุงนิทาน เล็กน้อย ..ฮา..นี่แสดงว่า ยังหนุ่มแน่น พอที่คนแก่อย่างท่านลุงจะฝากความหวังให้ "สาน" งาน "ปลุก" ปชช ชาวไทยให้ตื่นรู้ได่อีกคนหนึ่ง ดีใจจริงๆ ...ที่จะมี "whistle blower" รุ่น "เยาว์" เพิ่มขึ้นอีก...(เยาว์ตรงไหนวะ...ถ้าเป็นรุ่นเคยดูหนังกลางแปลง) ...จริงนะ Un Unteur เรื่องจะหาข้อมูลมาเล่าสู่ฟัง พี่มันอ่อนด้อยประวัติศาสตร์ไทยมาก เพราะตกเป็น "เมืองขึ้น" ฝรั่งหลายสิบปี ถึงจะมาตื่นรู้ ในตอนหลังก็ยังไม่มีเวลาจะกลับไปค้นคว้าอ่านทวนซ้ำ ของเดิมที่เคยเรียนมา ด้วยแว่นตาอันใหม่ที่ท่านลุงนิทานแจกให้ใส่ตั้งแต่ปีกลาย ...ขอบพระคุณล่วงหน้าค่ะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 3 · 31 สิงหาคม 2014 เวลา 3:48 น.

Un Aun Unther 555+ใช่ครับอาจารย์ ผมแค่ 35 เองครับ อาศัยว่าอ่านมากเรียนรู้มาก ทำตัวให้เป็นครึ่งแก้วเข้าไว้ ในกลุ่มนี้เรื่องคุณวุฒิผมน่าจะน้อยกว่าใครเพื่อนด้วยซ้ำ 555+ อาศัยเกาะติดกูรูทางด้านนี้ไปเรื่อยครับ อิอิ
ถูกใจ · 2 · 17 กันยายน 2014 เวลา 11:01 น.

Augustus Xi Zhuang อิ_อิ เข้ามาจดเงียบๆ
ถูกใจ · 18 กันยายน 2014 เวลา 23:13 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช

เขียนข้อความตอบกลับ...


Anan Lomsawad คนชั่วที่ฉลาดน่ากลัวที่สุด
ถูกใจ · ตอบกลับ · 1 · 31 สิงหาคม 2014 เวลา 14:55 น.

Chanjui Rainbow ขอแชร์นะคะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 31 สิงหาคม 2014 เวลา 8:14 น.

ภาพประจำตัวสมาชิก
admin
Administrator
Administrator
โพสต์: 13555
ลงทะเบียนเมื่อ: พฤหัสฯ. 21 พ.ค. 2015 12:14 pm
กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ

Re: เรื่อง “เหยื่อ” ตอนที่ 2 : “ขวาง 3”

โพสต์โดย admin » อาทิตย์ 24 พ.ค. 2015 5:07 pm

Chompunoot Morachat ท่านลุงเจ้าขา มันคล้ายๆ กันไปหมดทุกหนแห่งที่พวกนักล่ามันไปทำงาน/ล่าเหยือ ...ไม่ว่าจะอยู่ในทวีปใด...ที่แปลกใจคือ ทำไมหนอ คนทั้งโลก จึงไม่มีใครรู้เท่าทันเลห์กลของมัน ...หรือรู้ แต่ทำไรไม่ได้ ...หรือรู้ว่ามันเก่ง ใครก็เอาชนะได้ยาก ดังนั้นก็ยกให้มันเป็นลูกพี่ ขาใหญ่ ไปเลย รอแทะกระดูกที่ลูกพี่เหลือติดมาให้ ยังดีกว่า อดตาย ...
ถูกใจ · ตอบกลับ · 8 · 28 สิงหาคม 2014 เวลา 21:29 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ผมเคยบอกตั้งแต่แรกแล้ว นักล่ามันมีแผนเหมือนพิมพ์เขียว มันใช้ต่อๆกันมา เพียงแต่ปรับปรุงให้ทันสมัย ให้ดูหวีอหวา แค่นั้น เหยื่อก็ดูไม่ออก นึกไม่ทัน มันไม่ได้ฉลาดเกินเรานักหรอก เพียงแต่เราต้องเรียนรู้ในตอนแรกๆ หน่อยเท่าน้ัน แล้วเราก็จะตามมันทันครับส่วนที่แกล้งโง่ตามไม่ทัน เพราะอะไรนั้น ก็แล้วแต่จะคิดกัน
ถูกใจ · 13 · 28 สิงหาคม 2014 เวลา 22:01 น. · มีการแก้ไข

Narudsaruk Likitcharoenkron ผลประโยชน์ไม่เคยเมตตาปราณีใครค่ะ
ถูกใจ · 3 · 29 สิงหาคม 2014 เวลา 3:05 น.

Ratchanida Sihabut 5555 เอิ๊ก...เป๊ะ
ถูกใจ · 5 กันยายน 2014 เวลา 12:04 น.
พงศ์ศิริ วิรวนิช
เขียนข้อความตอบกลับ...

Ronnie Choos ผมก็คงไม่ต่างกันหรอกครับ วิชาประวัติศาสตร์ เป็นวิชาสุดท้ายเลยที่ผมอยากเรียน ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ ไม่เคยจำได้ สุดท้ายก็ต้องปล่อยให้มันผ่านหูซ้ายทะลุหูขวาไป
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 21:35 น. · มีการแก้ไข

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น
จริงๆ ประวัติศาสตร์เป็นเรื่องสำคัญ ที่เราน่ารู้ไว้ จะทำให้เราเข้าใจเหตุ มากขึ้น สันดานมันไม่ค่อยเปลี่ยน ออกอาการอย่างไร แพ้อะไร ชอบอะไร มันก็ค่อนมาเหมือนเดิม เหมือนนิสัยคน ไปหาหมอเขายังต้องมีประวัติคนไข้เลย ว่า แพ้ยาอะไรฯลฯ ประเทศก็เหมือนกัน มันมี ลักษณะ อาการ ดีเอนเอประจำชาติ แต่คนเขียนประวัติศาตร์ก็คงเขียนได้แค่น้ัน อยู่ที่คนสอน ครูที่สอนต้องหาวิธีทำให้คนเรียนไม่เบื่อ เอ้า นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่น่าปฏิรูป ใครอยู่ในวงการก็ช่วยไปลุ้นกันด้วยครับ
ถูกใจ · 10 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:02 น.

Chompunoot Morachat
เรานี่ เป็นผลผลิตของหลักสูตร พ.ศ. 2503 ค่ะ มีใคร cohort เดียวกันไหมคะ ตอนเรียนประวัติศาสตร์นั้น ทำไมถึงเบื่อหน่ายมาก ง่วงสุดๆ เพราะจดตามครูอ่าน...เหมือนมันผ่านเข้าสมองแว่บหนึ่งแล้วออกไปเลย มันไม่ผ่าลงกลางกระบาลแล้วส่งกระแสไฟไปกระตุกวาบที่หัวใจ แล้วติดหนึบอยู่ที่นั่น เหมือนอ่านนิทาน -- จำได้ว่า เรื่อง จิ๊กโก๋ปากซอย. รู้สึกเป็นแบบนั้น กลับมาอ่านอีกสองรอบ ยังรู้สึกเหมือนเดิม ... ทำยังไง จะมีวิธีการสอนแบบไหน เนื่อหาอย่างไร ถึงจะทำให้เด็ก/คนไทย รู้สึกแบบนี้คะ Ronny Choos ...
ถูกใจ · ตอบกลับ · 3 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 19:16 น.
ดูอีก 1 ข้อความตอบกลับ

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ฝรั่งมันครอบเรามานานนะครับ ต้องใช้เวลาในการแก้ แต่ก่อนแก้ ต้องให้รู้ (ตัว) กันก่อน ว่าควรต้องแก้ (นาน) แล้ว
ถูกใจ · 5 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 23:17 น.

Ronnie Choos ประวัติศาสตร์ของสยามเองก็อ่านมาไม่น้อย แต่ตอนนี้ชักไม่แน่ใจ ว่าไอ้ที่เขาเขียนมาให้เราอ่านมันถูกแต่งเติมมาบ้างรึเปล่า สงสัยผมคงอ่านนิทานมากเกินไป
ถูกใจ · ตอบกลับ · 3 · 29 สิงหาคม 2014 เวลา 14:11 น.

นิทานเรื่องจริง ตำนานการลวง หลอกล่อ ลงหม้อตุ๋น ถ้างั้นยิ่งต้องอ่านนิทานมากขึ้น จะได้แน่ใจ...
ถูกใจ · 9 · 30 สิงหาคม 2014 เวลา 4:07 น.

Narudsaruk Likitcharoenkron ตอนนี้เจาะลึกถึงรากเหง้าของน้ำมันเลย ลุงนิทานนี้เยี่ยมยุทธจริง ๆ นะค่ะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 2 · 29 สิงหาคม 2014 เวลา 3:07 น.

Chanjui Rainbow ขอแชร์นะคะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 31 สิงหาคม 2014 เวลา 8:14 น.

Gai Kanidtha คุณลุงรักษาสุขภาพนะคะ
ถูกใจ · ตอบกลับ · 1 · 28 สิงหาคม 2014 เวลา 21:16 น.


ย้อนกลับไปยัง

ผู้ใช้งานขณะนี้

กำลังดูบอร์ดนี้: 1 และ บุคคลทั่วไป 0 ท่าน

cron